กลุ่มสารเคมี ในการทำสงคราม ระดับร้ายแรง

กลุ่มสารเคมี ในการทำสงคราม

กลุ่มสารเคมี ในการทำสงคราม ระดับร้ายแรง จัดได้ว่าเป็นการ นำสารเคมี ที่มีพิษต่อร่างกาย มาเข้าร่วมการทำสงคราม เพื่อการแย่งชิงอำนาจ และเขตแดน สิ่งเหล่านี้ถือเป็น ยุทธวิธีของกองทัพ รูปแบบใหม่ ที่เน้นการใช้ ปฏิกิริยาทางเคมี เพื่อการทำลายกองทัพ ของกลุ่มศัตรู เราจะมานำเสนอเรื่องนี้กัน

  • ประวัติวิทย์เคมีและหน้าที่สำคัญของอาวุธเคมี
  • เรื่องน่าอ่านเกี่ยวกับ สารเคมีและการทำสงคราม
  • ช่วงเวลาการใช้เคมีในสงครามและการทำลายครั้งใหญ่

ประวัติที่สำคัญ ของกลุ่มวิทย์เคมี

สำหรับกลุ่มเคมี จัดว่าเป็นส่วนหนึ่ง ของกลุ่มสาระ การเรียนรู้ในแขนง วิทยาศาสตร์ และถูกยอมรับว่า ภาควิชาเคมีเป็นวิชาหลัก ของการศึกษา ในส่วนของเคมี เรื่องนี้ถูกยอมรับกันมา ตั้งแต่ยุคแรกๆ ของการค้นพบ วิทยาศาสตร์แล้ว โดยความพิเศษ ของภาควิชาเคมีคือ การศึกษาเรื่องของสสาร ในระดับโมเลกุล

เป็นเหมือนการหาโครงสร้าง แต่ในช่วงศตวรรษที่ 4 วิชาเคมีถูกจัดว่าเป็น ส่วนหนึ่งของ คณิตศาสตร์เพราะ รูปแบบการหาค่า หรือการคำนวณ มีสัดส่วนที่คล้ายกัน จนเมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 วิชาเคมีเริ่มมีชื่อเสียง และเป็นเหมือนความหวัง ของมนุษยชาติ ในเรื่องการพัฒนา (26 ธันวาคม 2025) [1]

เป็นการพัฒนาสสาร ที่ไม่มีขอบเขต และไม่มีเส้นแบ่ง ขีดจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น แต่เมื่อวันเวลาเปลี่ยนผ่าน การพัฒนาทางเคมี กลับกลายเป็นเรื่องที่ ใครหลายคนเริ่มตั้งข้อสงสัย เพราะมลพิษที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งสารเคมีบางชนิด ยังสร้างผลกระทบ ต่อการใช้ชีวิต อีกทั้งยังมีการใช้ สารเคมีเพื่อเป็น กองกำลังทำสงครามอีก

บทบาทที่น่าทึ่ง ของสารเคมีในสงคราม

เป็นเรื่องที่ย้อนกลับไป เมื่อช่วง ค.ศ. 1914–1918 ในการทำสงครามโลก ครั้งที่ 1 เมื่อปีนั้นเกิดเหตุการณ์มากมาย และสาเหตุหลัก ของการเกิดสงคราม คือเรื่องของผลประโยชน์ ทางด้านอาณานิคม ระบบเศรษฐกิจ และความไม่เข้าใจกัน ในเรื่องของอุดมการณ์ ทางการเมือง สิ่งเหล่านี้ทำให้ เกิดสงครามครั้งนั้นขึ้น

แต่การทำสงคราม ในครั้งนั้นถือเป็น ครั้งในประวัติศาสตร์ ที่ทำให้เกิดสงครามเคมีขึ้น และเป็นครั้งแรก ที่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ นักเคมี และกลุ่มวิทยาศาสตร์อื่นๆ ได้เข้าร่วมสงคราม ในฐานะผู้คิดค้น และพัฒนาสารเคมี ที่มีพิษร้ายแรง เพื่อใช้ในการทำสงคราม ระหว่างเยอรมัน และฝรั่งเศส (25 มิถุนายน 2007) [2]

โดยเหตุการณ์ในครั้งนั้น ถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ ที่ทำลายภาพลักษณ์ การทำสงครามรูปแบบเดิม ไปอย่างสิ้นเชิง เพราะมีจำนวน ผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,000 คน ภายในเวลาไม่กี่นาที จากการปล่อยสารพิษ อีกทั้งสิ่งนี้ยังเปลี่ยน อุดมการณ์พัฒนากองทัพ ให้มีความทันสมัยขึ้น และมีความรุนแรง เพิ่มขึ้นอีก

เสียงจากผู้คน ที่ต้องการทำลายอาวุธเคมี

1. การใช้สารเคมี ที่มีผลกระทบกับร่างกาย ถือเป็นเรื่องที่ ขัดต่อหลักมนุษยธรรม แบบรุนแรง
2. ปริมาณการใช้งาน ของสารเคมี ไม่สามารถกำหนดขอบเขตได้
3. ผู้บริสุทธิ์หลายคน ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งเรื่องนี้ถูกมองว่าผิด
4. พื้นที่ที่ได้รับ สารเคมีร้ายแรงเหล่านี้ ต้องใช้ระยะเวลานาน ในการฟื้นฟู อีกทั้งต้องเงิน จำนวนมาก
5. บางประเทศได้มีการ ลงนามในสนธิสัญญา เกี่ยวกับการห้ามใช้อาวุธเคมี หากมีการใช้งาน จะถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ ผิดกฎหมาย ระหว่างประเทศที่เข้าร่วม
6. อาวุธเคมีหลายชนิด มีการควบคุม และการผลิตที่จำกัด สิ่งนี้เป็นเหมือน การลักลอบกระทำความผิด
7. เมื่อมีการเริ่มใช้อาวุธเคมี สิ่งเหล่านี้เหมือนเป็น แรงกระตุ้นให้กับ กลุ่มประเทศอื่นได้

รวมเรื่อง กลุ่มสารเคมี ในการทำสงคราม

กลุ่มสารเคมี ในการทำสงคราม
  • ซาริน ภาพหลอน ของผู้คน: สารพิษอันตราย ร้ายแรงถึงชีวิต เป็นสารเคมี ที่นิยมนำบรรจุใส่ หัวลูกปืนใหญ่ อีกทั้งยังพบได้ ในระเบิดมือ สร้างผลกระทบร้ายแรง และทำให้มีผู้เสียชีวิต เป็นจำนวนมาก
  • ประวัติ ฐานเคมีลับ ในสงคราม: เป็นการสร้างฐานเคมีลับ เพื่อพัฒนาองค์ประกอบ ของสารพิษร้ายแรง โดยจุดประสงค์ ของการพัฒนาคือ การสร้างสารพิษใหม่ ที่มีประสิทธิภาพ เพิ่มมากกว่าเดิม
  • อัลเคมี สารใหม่ เพื่อการทำสงคราม: เป็นกลุ่มหลัก ที่เป็นสารตั้งต้น ของการพัฒนาสารพิษ เพื่อการทำสงคราม เนื้อหาภายใน เป็นเหมือนการรวมความรู้ ที่อาจจะยังไม่ถูกค้นพบมากนัก
  • ประวัติ Mustard Gas: ก๊าซพิษที่มีสี และกลิ่นเหมือนกับมัสตาร์ด แต่มีความรุนแรง อีกทั้งยังสร้าง ผลกระทบต่อร่างกายได้ แบบเฉียบพลัน และผลร้ายแรงที่สุด คือทำให้เสียชีวิต แบบทรมานได้
  • ตารางธาตุ และความรู้ ที่น่ากลัว: ใครจะไปคิดว่า เนื้อหาในช่วงตอนเรียน อาจจะเป็นสารตั้งต้น ของการสร้างสารพิษ โดยในบทความนี้ รวมข้อตรงข้าม ของตารางธาตุอยู่ อีกทั้งยังมี รายชื่อธาตุพิษ รวมอยู่ด้วย

ไทม์ไลน์ไล่ย้อน การใช้สารพิษเพื่อทำลาย

ทุกเหตุการณ์ที่หยิบ ขึ้นมานำเสนอนี้ คือเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ โดยจะใช้เป็นปีคริสต์ศักราช

  • 1914: เป็นการใช้แก๊สน้ำตา ครั้งแรกของโลก โดยแก๊สน้ำตานี้ ผลิตขึ้นมาเมื่อปี 1912 และถูกใช้ครั้งแรก ในการทำสงครามโลก ครั้งที่ 1
  • 1915: เมื่อช่วงเดือน กันยายน เป็นการพัฒนา และใช้งานอาวุธเคมีครั้งแรก ของประเทศอังกฤษ โดยใช้ก๊าซคลอรีน เป็นสารเคมีแรก ในการสู้รบกับเยอรมัน
  • 1935 ถึง 1936: เป็นการทิ้งอาวุธเคมี เพื่อเข้าทำลาย จักรพรรดิไฮเล เซลาสซี ซึ่งการกระทำครั้งนี้ ไม่ได้รับการห้ามปราม จากประเทศอิตาลี แต่อย่างใด
  • 1939 ถึง 1945: เป็นโศกนาฏกรรม ที่เป็นบันทึก ทางประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับการใช้สารพิษ ในการสังหาร พลเรือนที่ถูกกักขัง ภายในค่ายกักกัน
  • 1967: ประเทศอียิปต์ ได้มีการใช้ก๊าซมัสตาร์ด เป็นครั้งแรก โดยเป็นการกระทำ เพื่อเพิ่มแรงสนับสนุน ในการทำรัฐประหาร ของกลุ่มผู้ต่อต้าน

ที่มา: Know Your World War I Chemical Weapons (10 เมษายน 1918) [3]

การจำนนครั้งใหญ่ ของประเทศมหาอำนาจ

เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เมื่อประเทศมหาอำนาจ อย่างสหรัฐได้มีการ ออกมาทำลาย อาวุธเคมีตาม สนธิสัญญาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในการลงนาม ในสนธิสัญญา การห้ามใช้อาวุธเคมี มีจำนวนประเทศ ที่เข้าร่วมมากกว่า 200 ประเทศ และในตอนนี้ ประเทศจีนได้กลายเป็น ประเทศสุดท้าย ที่รอการทำลาย

หากสนใจอ่านเนื้อหาทั้งหมดนี้คลิก npr

หน้าสรุป กลุ่มสารเคมี ในการทำสงคราม

บทส่งท้าย กลุ่มสารเคมี ในการทำสงคราม บอกได้เลยว่า เป็นการปฏิวัติ กองทัพครั้งใหญ่ เริ่มขึ้นเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นการใช้สารเคมีอันตราย เข้าร่วมการทำสงคราม สิ่งเหล่านี้ทำให้ มีการร่างสนธิสัญญา เพื่อหาข้อยุติ ความร้ายแรงเหล่านี้ และในตอนนี้ หลายประเทศมีการ ทำลายอาวุธเหล่านั้นแล้ว

อาวุธเคมี คือสิ่งที่ไม่ดีจริงหรือไม่

หากเป็นการทำสงคราม เพื่อหาข้อยุติ และต้องการชัยชนะ การใช้สารเคมี ถือเป็นกลยุทธ์ของกองทัพ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี สำหรับกองทัพเท่านั้น แต่หากมองเป็นเรื่องของ จริยธรรม และหลักความเป็นมนุษย์ การใช้อาวุธเคมี ยังถือได้ว่า มีความร้ายแรงเกินไป และยังเป็นเรื่องที่ ไม่สามารถควบคุมได้

ทำไมหลายประเทศ เลือกใช้อาวุธเคมี

เพราะอาวุธเคมีเหล่านี้ สามารถสร้างผลกระทบ แบบวงกว้างได้ อีกทั้งยังทำให้ กองกำลังฝั่งศัตรู เกิดความหวาดกลัวได้ สิ่งเหล่านี้เป็นข้อได้เปรียบ ในเรื่องการทำสงคราม หลายประเทศจึงมีการ พัฒนาสารเคมี เพื่อใช้เป็นอาวุธลับ ในการทำสงคราม

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง