จุดชนวน กัมพูชา เกาหลีใต้ ความสัมพันธ์ กับสันติภาพบนเส้นด้าย

กัมพูชา เกาหลีใต้ ความสัมพันธ์

ดราม่าข้ามชาติ กัมพูชา เกาหลีใต้ ความสัมพันธ์ ผ่านเสียงสะท้อนจาก คดีนักศึกษาเกาหลีใต้ที่เสียชีวิตในกัมพูชา เหตุการณ์ที่กลายเป็น “จุดชนวนใหม่” ในความสัมพันธ์ที่เคยแน่นแฟ้น เมื่อคำว่ามิตรภาพ เริ่มถูกทดสอบด้วยคำถามเรื่องความไว้วางใจ และสันติภาพเริ่มสั่นไหว บนเส้นด้ายของความจริง

  • ย้อนเส้นทางมิตรภาพ เกาหลีใต้–กัมพูชา
  • ศรัทธากับความรับผิดชอบของสองชาติ
  • เจาะลึกกัมพูชา ในมุมมองโลก

ย้อนเส้นทาง มิตรภาพ เกาหลีใต้–กัมพูชา ตั้งแต่ปี 1970

สำหรับ ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชา–เกาหลีใต้ ที่แม้จะเป็นสองประเทศ ที่ต่างขนาดและเส้นทางพัฒนา แต่เกาหลีใต้กับกัมพูชา กลับมีสายสัมพันธ์ยาวนานกว่า 50 ปี เรียกได้ว่าเกาหลีใต้ เป็นหนึ่งในพันธมิตรพัฒนาหลักของกัมพูชา ทั้งในด้านการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และการศึกษาวัฒนธรรมร่วมสมัย 

ปัจจุบันมีเงินลงทุนรวมจากเกาหลีใต้ มากกว่า 8.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเงินช่วยเหลือในปี 2025 อีก 315 ล้านดอลลาร์ ขณะที่มูลค่าการค้าในครึ่งปีแรกเพิ่มกว่า 10% จากปีก่อนหน้า ตัวเลขเหล่านี้ สะท้อนว่ามิตรภาพไม่ได้จำกัดอยู่บนโต๊ะการทูต แต่ฝังลึกในเศรษฐกิจ และชีวิตผู้คนทั้งสองฝั่ง

จุดเริ่มต้นของ ความสัมพันธ์ ที่เดินผ่านสงครามและการฟื้นฟู

การพบกันของสองชาติในยุค 1970 เกิดขึ้นบนเวทีสงครามเย็น ที่อาเซียนยังเป็นหมากในเกมโลก เกาหลีใต้มองกัมพูชาเป็น จุดยุทธศาสตร์ของอินโดจีน ขณะที่กัมพูชาเองก็ต้องการพันธมิตรนอกภูมิภาค เพื่อพยุงเศรษฐกิจหลังความขัดแย้ง แต่เส้นทางนี้กลับขาดตอนในปี 1975 เมื่อเขมรแดงเข้ายึดอำนาจ 

โดยทุกอย่างหยุดนิ่งเกือบ 20 ปี และหลังปี 1997 ทั้งสองประเทศกลับมาเจอกันอีกครั้ง ในบริบทใหม่ เมื่อกัมพูชาเริ่มเข้าสู่เศรษฐกิจเสรี และเกาหลีใต้ก็กำลังขยายอิทธิพล ในภูมิภาคผ่านนโยบาย New Southern Policy ทำให้การจับมือครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องมิตรภาพ แต่คือความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์

จุดแตกหัก คดีนักศึกษา สั่นสะเทือนถึงระดับภูมิภาคจริงไหม

เมื่อเดือนตุลาคม 2025 กลายเป็นเดือนที่ชื่อ “พัค มินโฮ” ถูกพูดถึงทั่วเอเชีย เกี่ยวกับนักศึกษาเกาหลีใต้วัย 22 ปีถูกลักพาตัว และเสียชีวิตในศูนย์หลอกลวงออนไลน์ภายในกัมพูชา เหตุการณ์ที่ทำให้ทูตกัมพูชาประจำโซล ถูกเรียกพบด่วน พร้อมยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการ (14 ตุลาคม 2025) [1]

ขณะที่สื่อเกาหลีรายงานว่า มีชาวเกาหลีใต้มากกว่า 300 คนถูกหลอกให้ทำงานในลักษณะเดียวกัน และอย่างน้อย 80 คน ที่ยังคงหายตัวไป ทำให้รัฐบาลโซลออก คำเตือนการเดินทางระดับสูงสุด ห้ามเดินทางเข้าจังหวัดสำคัญของกัมพูชา ได้แก่ Poipet, Bavet และ Bokor Mountain (16 ตุลาคม 2025) [2]

เรียกได้ว่าคดีนี้ ไม่ใช่แค่คดีอาชญากรรม แต่กลายเป็นแรงสั่นสะเทือนการทูตครั้งใหญ่ เพราะกัมพูชาคือพันธมิตร ที่เพิ่งยกระดับความสัมพันธ์เป็น Strategic Partner เพียงปีเดียวก่อนหน้า นักวิเคราะห์จึงมองว่า นี่คือการแตกหักทางศรัทธา ที่อาจสะเทือนไปถึงความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียนทั้งระบบ

ทำไม Scam Center ถึงกลายเป็นภัยท้าทายระดับรัฐในปี 2025

รู้หรือไม่ ในปี 2025 โลกเริ่มตระหนักว่า อาชญากรรมออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ได้เป็นแค่การหลอกเงินอีกต่อไป แต่กลายเป็นอุตสาหกรรมใต้ดิน ที่รัฐหลายประเทศควบคุมไม่ได้ โดยมีการระบุว่ามีแรงงานกว่า 100,000 คน ถูกบังคับทำงานในศูนย์สแกมเมอร์ตามแนวชายแดน

ซึ่งในฝั่งกัมพูชา ศูนย์ใหญ่กระจุกอยู่ที่ สีหนุวิลล์ เกาะกง และปอยเปต มีทั้งกาสิโนและธุรกิจสีเทาทำหน้าที่ฟอกเงินหมุนเวียนหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่เบื้องหลังหลายแห่งเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนจีนและกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ 

โดยความซับซ้อนนี้ ทำให้การปราบปราม กลายเป็นเรื่องการเมืองและอำนาจ มากกว่าแค่เรื่องกฎหมาย วิกฤตสแกมเมอร์ จึงไม่ใช่แค่อาชญากรรมไซเบอร์ แต่คือภัยระดับรัฐ ที่กำลังท้าทายเสถียรภาพของภูมิภาคทั้งระบบ (14 ตุลาคม 2025) [3]

ผ่ารอยร้าวแห่งศรัทธา กับความรับผิดชอบของสองชาติ

กัมพูชา เกาหลีใต้ ความสัมพันธ์

เมื่อความไว้วางใจเริ่มสั่นคลอน ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชา–เกาหลีใต้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องมิตรภาพ อีกต่อไป แต่กลายเป็นการทดสอบศักยภาพของทั้งสองรัฐ ว่าจะจัดการวิกฤตข้ามพรมแดนได้อย่างมีความรับผิดชอบเพียงใด ในวันที่ข้อมูล ข่าวลือ และแรงกดดันจากสังคมออนไลน์ เคลื่อนไหวเร็วกว่าการทูต

และสิ่งนี้เองที่ทำให้รัฐบาลโซล ตกอยู่ในสถานะที่ต้องแสดงจุดยืนแข็ง เพื่อตอบสนองเสียงเรียกร้องของประชาชนที่ไม่พอใจ จึงทำให้ รัฐบาลเกาหลีใต้ ส่งตำรวจไปกัมพูชา ขณะที่รัฐบาลพนมเปญ ก็ต้องพยายามรักษาภาพลักษณ์ประเทศ และพิสูจน์ว่าตนสามารถควบคุมอาชญากรรมภายในได้

ส่งผลให้ความตึงนี้ จึงไม่ใช่การปะทะตรง ๆ แต่คือสงครามเย็นทางศรัทธา ที่ทั้งสองฝ่ายต่างเดินอยู่บนเส้นบางระหว่าง “อธิปไตย” กับ “ความร่วมมือ”

เจาะลึก กัมพูชาในมุมมองโลก สายตาที่มองรัฐเล็กกับปัญหา

ต้องยอมรับว่า ในสายตาของนานาชาติ กัมพูชามักถูกมองว่าเป็นรัฐเล็ก ที่ต้องรับแรงสะเทือนจากปัญหาใหญ่เกินตัว ไม่ว่าจะเป็น

  • อิทธิพลเศรษฐกิจของจีน
  • แรงกดดันทางการเมืองจากโลกตะวันตก 
  • เหตุคดี scam-center และการเสียชีวิตของนักศึกษาเกาหลีใต้ 

นี่จึงกลายเป็นกระจกสะท้อนว่า รัฐเล็กอย่างกัมพูชาอยู่ในตำแหน่งที่ลำบากเพียงใด เมื่อถูกคาดหวังให้รับผิดชอบต่อปัญหาที่เชื่อมโยงกับทุนและเครือข่ายต่างชาติ โดยนายกรัฐมนตรี ฮุน-มาเนต พยายามรักษาสมดุลระหว่างการยอมรับแรงกดดัน กับการปกป้องอธิปไตยของประเทศ

ผ่านแถลงการณ์ย้ำว่า กัมพูชาจะจัดการคดีนี้ ด้วยกระบวนการของตนเอง แบบไม่ต้องพึ่งประเทศที่สาม จุดยืนนี้แม้ดูแข็งแรงทางภาพลักษณ์ภายใน แต่ก็ทำให้สายตาภายนอกตั้งคำถามว่า กัมพูชามีศักยภาพเพียงพอหรือไม่ ในการควบคุมอาชญากรรมข้ามพรมแดน ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายจากหลายชาติ

หากมองไปข้างหน้า ความสัมพันธ์บนเส้นด้ายจะไปทางไหน

หลังแรงกระแทกจากคดี ที่สั่นสะเทือนทั้งสองชาติ บทต่อไปของความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชา–เกาหลีใต้จึงขึ้นอยู่กับ การลงมือจริงมากกว่า ถ้อยแถลงที่สวยงาม ทั้งสองฝ่ายเริ่มแสดงท่าทีร่วมมือกัน ในระดับเจ้าหน้าที่ เพื่อควบคุมและปราบปรามอาชญากรรมข้ามพรมแดน 

โดยมีจุดสำคัญ คือการสร้างความเชื่อมั่น ให้กลับมาสู่ประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า หากทั้งคู่สามารถแยกความขัดแย้งทางอารมณ์ ออกจากผลประโยชน์ร่วมระยะยาวได้ ความสัมพันธ์ก็ยังมีโอกาสฟื้น แม้เส้นทางนี้ยังเต็มไปด้วยกับดักของ ความไว้วางใจที่ต้องสร้างใหม่ทุกวันก็ตาม

บทสรุป กัมพูชา-เกาหลีใต้ ความสัมพันธ์ ล่าสุด

กัมพูชา เกาหลีใต้ ความสัมพันธ์

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชา–เกาหลีใต้ล่าสุด จากวิกฤตคดี scam ทำให้ความสัมพันธ์นี้ อาจต้องทดสอบความเชื่อใจอีกครั้ง หลังจากร่วมสร้างมิตรภาพมากว่าครึ่งศตวรรษ ทั้งสองชาติยังไม่แตกหัก แต่เส้นบางของศรัทธา กำลังถูกทดสอบด้วยการกระทำมากกว่าคำพูด

มิตรภาพกัมพูชากับเกาหลีใต้ จะกลับดีกันได้ ใช่หรือไม่?

คำตอบคือ โอกาสยังมี หากทั้งสองประเทศลงมือจริงมากกว่าการแถลง เพราะความไว้วางใจจะกลับมาได้ก็ต่อเมื่อ ความโปร่งใสชัดเจนกว่าคำขอโทษ

ถ้าความสัมพันธ์ขาด จะถึงขั้นเกิดสงครามกลางเมือง ใช่หรือไม่?

คำตอบคือ ไม่ถึงขั้นสงคราม แต่ถ้าความร่วมมือหยุดนิ่ง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจเผชิญรอยร้าวใหม่ระหว่างรัฐใหญ่–รัฐเล็ก ที่เปราะบางพอจะจุดชนวนความไม่มั่นคงรอบต่อไป

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง