
กีฬาปั่นจักรยาน ตัดสินแบบไหน ทำไมเป็นกีฬาดังยุคนี้
- MY Kismet
- 163 views

กีฬาปั่นจักรยาน ตัดสินแบบไหน ทำไมเป็นกีฬาดังยุคนี้ ถือว่าเป็นกีฬา ที่มีมาอย่างยาวนาน และมีการแข่งขัน ในระดับโลกหลายรายการ เป็นกีฬาที่ทุกคน ต่างให้ความสำคัญ เพราะเป็นกีฬา ที่ต้องใช้ความอดทนสูง และยังต้องมีเรื่อง การฝึกฝน ที่ต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก เป็นกีฬาที่ตอนนี้ ผู้คนกำลังให้ความสนใจ
การแข่งบนถนน
1. ไทม์ไทรอัล เป็นกีฬาแข่งทำความเร็ว ระยะทางการแข่ง 40-50 กิโลเมตร
2. ไลน์เรส เป็นการแข่งแบบทีม แต่ยังแข่งขัน ในการวัดความเร็วอยู่
การแข่งประเภทลู่
1. ไทม์ไทรอัล การแข่งขัน การทำเวลาให้ดีที่สุด
2. สปรินท์ เป็นการแข่ง แบบแข่งความเร็ว เพื่อตามหาผู้ชนะ ด้วยการเข้าเส้นชัย
3. เปอร์ซูท คล้ายการแข่งเข้าเส้นชัย แต่จุดเริ่มต้น จะอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน ต้องขี่ไล่จับฝั่งตรงข้าม
4. คิริน แข่งบนลู่ ระยะทาง 8 กิโลเมตร โดยจะมีรถนำขบวน ใน 1.4 กิโลเมตร และเพิ่มความเร็วเรื่อยๆ เมื่อครบ 2.8 กิโลเมตร จะปล่อยให้นักกีฬา แข่งเรื่องความเร็ว เพื่อเข้าเส้นชัยก่อน
5. เมดิสัน เป็นการแข่งคู่ ระยะทางการแข่ง 50 กิโลเมตร โดยจะผลัดกันขี่ทุกๆ 20 รอบ
6. สแครต เรซ เป็นการแข่ง ทางขี่เข้าเส้นชัย ระยะทางการแข่ง 10-15 กิโลเมตร
7. พอยต์ เรซ เหมือนแข่ง สแครต เรซ แต่ระยะทางมากกว่า โดยจะแข่ง 25-40 กิโลเมตร ทุกๆ 10 รอบ จะมีสปรินท์ ให้สะสมแต้ม แข่งจบใครแต้มสูงกว่า จะได้รับชัยชนะไป
ที่มา: จักรยานเพื่อการแข่งขัน มีกันกี่ประเภทหนอ? [1]
การแข่งขัน การปั่นจักรยานครั้งแรก จัดขึ้นที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ได้มีขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2412 ในปีนั้นได้มีผู้ชนะ เป็นนักกีฬาคนแรกชื่อ “James Moore” นักแข่งของประเทศอังกฤษ โดยในการแข่งรายการนี้ เป็นรายการแข่ง ที่ใช้ชื่อว่า Union Cycling International และการแข่งนี้ ได้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2443
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2507 ในการแข่งขันโอลิมปิก ทางกรรมการ ผู้จัดการแข่งขัน ได้มีการยื่นเรื่อง ไปยังสหพันธ์ ที่จัดการแข่งขัน จักรยานระดับนานาชาติ ให้มีการแบ่ง ระหว่างการแข่งขัน ระดับมืออาชีพ และการแข่งขัน สำหรับผู้เล่นมือสมัครเล่น ให้แบ่งแยกออก และได้มีการแบ่งออกมา และมีการจัดการแข่งสมัครเล่น ในโอลิมปิกครั้งที่ 19
และต่อมาได้มีแบ่งออก ระหว่างการแข่งระดับมืออาชีพ และการแข่งแบบสมัครเล่น โดยแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ ให้สองสหพันธ์ เป็นผู้ดูแล โดยการแข่งระดับนานาชาติ จะเป็นรายการแข่งขัน F.I.A.C. และรายการแข่งระดับมืออาชีพ จะให้มีรายการแข่งชื่อ F.I.C.P.
ที่มา: การแข่งขันจักรยาน [2]
ในประเทศไทยนั้น ได้มีการก่อตั้ง สมาคมปั่นจักรยาน ขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 โดยการก่อตั้งนี้ มีจุดประสงค์ ที่จะเข้าร่วมการแข่งขัน กีฬาแหลมทองครั้งที่ 1 โดยปีนั้นทางประเทศไทย ได้เป็นเจ้าภาพการจัดงาน และในปีนั้น ได้มีการเพิ่มกีฬา การปั่นจักรยานเข้ามา และเป็นที่รู้ดีว่า หากต้องการเข้าร่วมการแข่งขัน ต้องมีสมาคมก่อน
และในปีนั้น ทางประเทศไทย ต้องการส่งนักกีฬา เข้าร่วมการแข่งขัน กีฬาประเภทนี้ จึงได้มีการก่อตั้ง สมาคมปั่นจักรยานขึ้น และในปีนั้น ได้มีการตั้งสมาคมขึ้น 3 สมาคมพร้อมกัน มีทั้งกีฬา วอลเลย์บอล และกีฬาว่ายน้ำ ที่ยังไม่มีสมาคม เลยได้มีการก่อตั้ง ทั้งสามสมาคมพร้อมกัน ภายในปีเดียวกัน

1. การนับคะแนน จะเป็นการรวมคะแนนทั้งปี โดยจะรวมคะแนนจากกีฬา 2 ประเภท ใครได้คะแนนรวม มีผลคะแนนสูงที่สุด จะคว้าถ้วยรางวัลไป แต่ในการแข่ง 2 ประเภทนี้ ต้องแข่งมาแล้ว อย่างน้อย 4 สนาม
2. ประเทศไทย จะมีสิทธิพิเศษ หากขาดการแข่ง 1 สนาม จะสามารถเอาคะแนน ของสนามที่แล้ว มาสะสมได้ แต่ต้องมีอันดับ 1-5 เท่านั้นในสนามก่อน จึงจะดึงคะแนนมาได้
3. การค้นหานักกีฬาทีมชาติ จะใช้เกณฑ์คะแนน ในการแข่งปี พ.ศ. 2565 เท่านั้น
4. หากนักกีฬาเปลี่ยนสังกัด ระหว่างปีที่มีการแข่ง คะแนนที่ทำมาจะยกเลิก จะไม่นับรวมกับ การแข่งที่สังกัดใหม่
5. การแยกสีเสื้อ หากเป็นแชมป์ CN ต้องสวมเสื้อสีขาว และหากเป็นแชมป์ระดับประเทศไทยแล้ว ต้องสวมเสื้อสีเหลือง ในการแข่งขันแต่ละรายการ
หากต้องการอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมคลิกอ่านได้ที่ thaicycling
1. ต้องเป็นผู้ที่ มีใบอนุญาต ในการเข้าร่วมการแข่งขัน
2. การสมัครเข้าแข่งขัน ในแต่ละรุ่นนั้น ต้องเตรียมบัตรประชาชนตัวจริง และใบอนุญาต เพื่อประกอบการสมัคร
3. นักกีฬาต้องทำ ประกันอุบัติเหตุ ที่เป็นประกันเฉพาะ สำหรับการแข่งขันเท่านั้น
4. นักกีฬาที่ต้องการแข่งขัน ต้องไม่เป็นผู้ ที่ยังมีบทลงโทษ ของทางสมาคม ภายในปีที่มีการแข่ง
ที่มา: 5 ประโยชน์ของการปั่นจักรยาน [3]
บทสรุป กีฬาปั่นจักรยาน ตัดสินแบบไหน รูปแบบการตัดสิน จะเป็นการนับคะแนนรวม โดยเป็นการรวมคะแนนทั้งปี และการตัดสินแต่ละประเภทกีฬา ก็จะแตกต่างกันไป แต่ที่จะเห็นหลักๆ คือเรื่องของความเร็ว และการทำเวลาให้ดีที่สุด เพื่อเป็นแชมป์ สำหรับการแข่งประเภทนั้นๆ เป็นกีฬาที่เหนื่อย และต้องใช้ความพยายามสูง
จักรยานที่ปั่นบนลู่ จะมีแยกย่อย การแข่งขันเป็น 7 ประเภท โดยแต่ละประเภท จะมีเกณฑ์การตัดสิน ที่แตกต่างกันออกไป มีทั้งเรื่อง การเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก และการทำเวลา ให้ได้อันดับดีที่สุด มีรูปแบบการแข่งเดี่ยว และแบบการแข่งคู่ ถือว่าเป็นการแข่ง แบบปั่นบนลู่ ที่สามารถแยกออกไป ได้หลากหลายประเภทดี
เป็นเรื่องจริง เพราะการปั่นจักรยานนั้น ถือว่าเป็นการออกกำลังกาย ได้ทั้งเรื่องของ กล้ามเนื้อส่วนล่าง และกล้ามเนื้อส่วนบน เพราะทุกส่วนในร่างกาย ได้มีการเคลื่อนไหว และยังช่วยเรื่อง การปรับไหลเวียนเลือด ทำให้เราเหนื่อยได้ยากขึ้น และมีความอดทน ทั้งด้านร่างกาย และด้านจิตใจ

