ค้ามนุษย์กัมพูชา ล่าสุด เงามืดโรงงานทาสยุคใหม่ในนามของโอกาส

ค้ามนุษย์กัมพูชา ล่าสุด

ค้ามนุษย์กัมพูชา ล่าสุด เบื้องหลังของโอกาสทำงานในต่างประเทศ เมื่อกัมพูชา กลับซ่อนเงามืดของระบบที่บังคับให้คนหลอกคนเอง ศูนย์สแกมเมอร์ที่ถูกเปิดโปงหลายแห่ง คือโรงงานทาสยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นโซ่ตรวนแทนเหล็กจริง และตัวเลขเหยื่อปี 2025 ก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีทีท่าหยุด

  • ค้ามนุษย์กัมพูชา ล่าสุด คืออะไร
  • ภาพรวมสถิติ สถานการณ์ค้ามนุษย์กัมพูชาล่าสุด
  • ปัญหาค้ามนุษย์ ใครควรต้องรับผิดชอบต่อเหยื่อ

เจาะปมปัญหา ค้ามนุษย์กัมพูชา คืออะไร

การค้ามนุษย์ในกัมพูชา อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในปี 2025 เรื่องนี้กลับชัดเจนกว่าที่เคย ว่ามันเปลี่ยนรูป จากการค้าประเวณี และแรงงานก่อสร้าง สู่รูปแบบออนไลน์ที่ซับซ้อนกว่าเดิม 

แม้ปัจจุบัน เหยื่ออาจไม่ได้ถูกล่ามโซ่ หรือขังไว้ในค่ายอีกต่อไป แต่ถูกขังในระบบ ที่บังคับให้พวกเขาทำงานหลอกลวงออนไลน์ เพื่อสร้างรายได้ให้เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ในระดับพันล้านดอลลาร์

ข้อมูลสถิติ ภาพรวมสถานการณ์ ค้ามนุษย์กัมพูชา ล่าสุด ปี 2025

จากภาพรวมปี 2025 แสดงให้เห็นว่า การค้ามนุษย์ในกัมพูชาไม่ได้ลดลง แต่กลับซับซ้อนและขยายขอบเขต ไปในรูปแบบออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนและเมืองเศรษฐกิจอย่าง สีหนุวิลล์–ปอยเปต–บาเวต ที่กลายเป็นศูนย์กลาง ของศูนย์สแกมเมอร์ หลอกแรงงานต่างชาติ ดังข้อมูลต่อไปนี้

  • จำนวนคดีค้ามนุษย์รวม: มีคดีอย่างน้อย 197 คดีทั่วประเทศ เพิ่มขึ้นราว 20% จากปี 2024 ซึ่งเป็นช่วงที่ ศูนย์สแกมเมอร์ขยายตัวรุนแรง โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจพิเศษ และโรงแรมขนาดใหญ่ที่ถูกปรับใช้เป็นที่กักขังแรงงาน
  • จำนวนผู้เสียหาย และการช่วยเหลือ: รัฐบาลกัมพูชาระบุว่า มีการช่วยเหลือเหยื่อได้เพียง ประมาณ 2,800 คน จากกว่า 10,000 คน ที่คาดว่าถูกหลอกเข้ามาในประเทศ คิดเป็นอัตราการช่วยเหลือเพียง 28% ของทั้งหมด
  • ประเภทของการค้ามนุษย์: มากกว่า 60% ของคดีทั้งหมดเชื่อมโยงกับ อาชญากรรมไซเบอร์ เช่น แก๊งหลอกลงทุนออนไลน์, แก๊งหลอกโอนเงิน หรือการปลอมแปลงตัวตน เพื่อหลอกเหยื่อทางโซเชียล
  • ลักษณะเหยื่อหลัก: ส่วนใหญ่เป็นชาว ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ ที่ถูกหลอกด้วยข้อเสนอทำงานด้านไอที หรือฝ่ายบริการลูกค้า แต่กลับถูกบังคับให้ทำงานในระบบหลอกลวงแทน
  • สถานะในรายงานสากล: กัมพูชายังคงอยู่ใน Tier 3 Watch Lis หมายถึงประเทศที่ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำ หรือไม่ได้มีความพยายามจัดการคดีอย่างมีประสิทธิภาพ (2 ตุลาคม 2025) [1]

โดยการเพิ่มขึ้นของตัวเลขเหล่านี้ สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนเจ้าหน้าที่ หรือกฎหมายที่ไม่เข้มพอ แต่อยู่ที่โครงสร้างของอาชญากรรม ที่ผสานระหว่างเทคโนโลยี เศรษฐกิจเงา และการคอรัปชันที่ยังฝังลึกอยู่ในพื้นที่

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เมื่อศูนย์สแกมเมอร์ กลายเป็นโรงงานทาสสมัยใหม่

สิ่งที่ทำให้ปี 2025 แตกต่างจากทุกปีก่อน คือ การเปลี่ยนบทบาทของเทคโนโลยี จากเครื่องมือทำงาน สู่เครื่องมือกักขังคนอย่างแนบเนียน เหยื่อจำนวนมากถูกหลอก ให้ไปทำงานในบริษัทเทคโนโลยีปลอม แต่กลับถูกยึดหนังสือเดินทาง ข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย เพื่อบังคับให้ทำงานที่เลี่ยงไม่ได้

โดยการถูกบังคับนั้น คือการให้เหยื่อไปหลอกผู้อื่นต่อแบบ Chain Scam หรือการโกหกเป็นลูกโซ่ เพื่อเลี้ยงระบบให้ทำงานแบบต่อเนื่อง และระบบนี้เอง ถูกเรียกโดยนักวิจัยว่า Digital Slavery Loop คือวงจรทาสยุคใหม่ ที่เหยื่อถูกบังคับให้สร้างรายได้ ให้กับองค์กรอาชญากรรมออนไลน์แบบอัตโนมัติ 

ซึ่งในโรงงานมืดแห่งนี้ ยังมีการใช้กล้องวงจรปิด AI ตรวจจับพฤติกรรมหลบหนี และโปรแกรมติดตามพฤติกรรมการแชต เพื่อควบคุมไม่ให้ติดต่อภายนอก หลายแห่งมีลักษณะคล้ายโรงงานผลิตคอนเทนต์ แต่ทุกคนภายในคือ แรงงานที่ไม่มีสิทธิ์จะปฏิเสธงานใด ๆ ได้เลย

ปมปัญหาค้ามนุษย์กัมพูชา ใครต้องรับผิดชอบต่อเหยื่อ

ค้ามนุษย์กัมพูชา ล่าสุด

แม้รัฐบาลกัมพูชา จะประกาศว่ากำลังจัดการอย่างจริงจัง กับขบวนการค้ามนุษย์ ที่เริ่มเป็นประเด็นตั้งแต่ 2020 แต่ภาพที่สะท้อนจากพื้นที่ กลับตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง ซึ่งต้องยอมรับว่า การจับกุมมากกว่า 1,000 รายในปี 2025 ไม่ได้ทำให้ปัญหาลดลงแม้แต่น้อย

ก็เพราะว่า เหยื่อใหม่ยังเดินทางเข้าเมืองทุกเดือน ผ่านช่องทางลวงเดิม ขณะที่คำถามใหญ่คือ ใครจะรับผิดชอบ ต่อชีวิตที่ถูกทำลายเหล่านั้น

วิเคราะห์ บทบาทของรัฐกัมพูชา และแรงกดดันจากนานาชาติ

บทบาทของรัฐกัมพูชาภายใต้รัฐบาล ฮุน มาเนต (Hun Manet) ยังเป็นจุดตั้งคำถามสำคัญในปี 2025 เพราะแม้จะมีการเปิดปฏิบัติการ ปราบปรามอย่างต่อเนื่อง แต่รายงานสิทธิมนุษยชน กลับสะท้อนภาพ รัฐที่รู้แต่ไม่จัดการจริง ซึ่งแรงกดดันจากนานาชาติ กำลังบีบให้ต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

  • ปฏิบัติการในประเทศ: รัฐบาลเปิดแผน “Clean Network” ตั้งแต่กลางปี 2024 เพื่อกวาดล้างศูนย์สแกมเมอร์ ในจังหวัดหลัก เช่น สีหนุวิลล์–ปอยเปต มีการจับกุมผู้เกี่ยวข้องกว่า 1,000 รายในปีล่าสุด แต่ส่วนใหญ่เป็นแรงงานระดับล่าง ไม่ใช่ผู้บงการจริง
  • ข้อกล่าวหาเรื่องการสมรู้ร่วมคิด: รายงานจาก Amnesty International และ Reuters ระบุว่ามีเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และตำรวจบางส่วน เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ ทั้งการรับสินบน ปกป้องผู้มีอิทธิพล หรือช่วยอำนวยความสะดวก ในการเคลื่อนย้ายแรงงาน
  • แรงกดดันจากมหาอำนาจ:
    • สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ออกมาตรการคว่ำบาตรกลุ่มทุน Prince Group และผู้บริหาร Chen Zhi ที่ถูกกล่าวหาว่าใช้แรงงานบังคับ ในศูนย์สแกมเมอร์ (15 ตุลาคม 2025) [2]
    • เกาหลีใต้ ยกระดับเป็นภารกิจพิเศษ เมื่อดำเนินการเข้ม รัฐบาลเกาหลีใต้ ส่งตำรวจไปกัมพูชา ถือเป็นการทำงานแบบข้ามประเทศ หลังมีคนหายกว่า 80 ราย ที่เชื่อว่าถูกหลอกเข้ากัมพูชา (14 ตุลาคม 2025) [3]
    • องค์กรสิทธิมนุษยชนระดับโลก ร้องขอให้กัมพูชาปฏิบัติตาม หลักคุ้มครองเหยื่อก่อนดำเนินคดี (victim-first principle)
  • การตอบสนองของรัฐบาล: กัมพูชาเปิดให้สื่อ และหน่วยต่างประเทศเข้าตรวจสอบบางพื้นที่ แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึง บางศูนย์เพียงย้ายสถานที่ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจค้น ขณะที่โฆษกรัฐบาลยืนยันว่า ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุม
  • ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศ: การถูกจัดให้อยู่ใน Tier 3 Watch List ต่อเนื่องในปีล่าสุด ส่งผลต่อความเชื่อมั่น ของนักลงทุนต่างชาติ และตอกย้ำภาพ รัฐที่ไม่สามารถคุ้มครองแรงงานต่างชาติได้จริง

โดยแรงกดดันเหล่านี้ ผลักให้รัฐบาลกัมพูชาอาจต้องเลือก ระหว่างการปกป้องผลประโยชน์ภายในประเทศ กับการยอมรับความร่วมมือ จากต่างชาติอย่างเต็มรูปแบบ ทว่า ณ ตอนนี้สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ กัมพูชายังอยู่ในโหมดป้องกันตัวเอง มากกว่าจะก้าวไปสู่การรื้อระบบที่สร้างปัญหานี้จริง ๆ

ทำไม อุตสาหกรรมหลอกลวง ถึงไม่สามารถปราบปรามให้จบได้

การค้ามนุษย์ในกัมพูชา ไม่ใช่เพียงอาชญากรรมรายบุคคล แต่คือ อุตสาหกรรมที่มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจรองรับ มีทั้งเงินทุน กลุ่มผลประโยชน์ และแรงงานที่หมุนเวียนไม่ต่างจากภาคอุตสาหกรรมทั่วไป 

ซึ่งมีข้อมูลรายงานว่า มูลค่ารวมของอุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ ในภูมิภาคนี้ อาจสูงกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี และกัมพูชาถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางหลักนั้น และเบื้องหลังการปราบปราม ที่ล้มเหลวมี 3 ปัจจัยหลักที่ยากจะขยับได้จริง ดังนี้

  • การทุจริตในระบบราชการ: เจ้าหน้าที่บางส่วนได้รับผลประโยชน์ จากการปล่อยให้ศูนย์สแกมเมอร์ ดำเนินต่อไป โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่มีทุนต่างชาติร่วมอยู่
  • แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ: ศูนย์สแกมเมอร์บางแห่ง สร้างรายได้ให้ท้องถิ่น มากกว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทำให้ท้องถิ่นแกล้งมองไม่เห็น
  • การเปลี่ยนรูปแบบรวดเร็ว: เมื่อมีการบุกจับ ศูนย์เหล่านี้สามารถย้ายฐานได้ภายในไม่กี่วัน และใช้บริษัทบังหน้าใหม่ เช่น บริษัทเทคโนโลยีหรือเกมออนไลน์

ทั้งหมดนี้ทำให้การปราบปราม แบบฉับพลัน แทบไม่เกิดผล เพราะมันไม่ได้รื้อรากของปัญหา แต่เพียง ย้ายสถานที่ และสร้างเหยื่อชุดใหม่ขึ้นมาแทน

บทสรุป ค้ามนุษย์กัมพูชา ล่าสุด ที่กลืนกินชีวิตคนจริง

ค้ามนุษย์กัมพูชา ล่าสุด

ค้ามนุษย์ในกัมพูชา อาจไม่ใช่เพียงอาชญากรรม ที่ซ่อนอยู่ในมุมมืดอีกต่อไป แต่มันคืออุตสาหกรรมหลอกลวง ที่กลืนกินชีวิตคนจริงในนามของโอกาส ทุกตัวเลขและทุกนโยบาย ที่ประกาศออกมา อาจช่วยบรรเทาได้บางส่วน แต่ยังไม่แตะโครงสร้าง ที่ทำให้เหยื่อใหม่เกิดขึ้นทุกวัน

หากเหยื่อถูกบังคับให้โกหกต่อ จะยังเป็นเหยื่อหรือผู้ต้องหา?

เมื่อเหยื่อถูกบังคับ ให้โกหกเพื่อมีชีวิตรอด เส้นแบ่งระหว่างความผิด กับความจำเป็นก็แทบไม่มีเหลือ ระบบยุติธรรม ที่ยังใช้มุมมองแบบขาวดำ ซึ่งไม่อาจเข้าใจได้ว่าการหลอกต่อ อาจเป็นเพียงวิธีเดียวที่พวกเขาจะมีชีวิตถึงวันพรุ่งนี้

สุดท้ายแล้ว การค้ามนุษย์ในกัมพูชา อาจไม่สามารถแก้ไขได้ ใช่หรือไม่?

คำตอบคือ ตราบใดที่เทคโนโลยียังถูกใช้เพื่อหลอกคน และรัฐยังวัดปัญหาด้วยสถิติ มากกว่าความเจ็บปวดของมนุษย์ วงจรทาสยุคใหม่ก็ยังคงหมุนต่อไป ผลก็คือระบบนี้อาจไม่จบ เพราะมันไม่เคยถูกมองว่าเริ่มจากคนตั้งแต่แรก

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง