
ค้ามนุษย์กัมพูชา ล่าสุด เงามืดโรงงานทาสยุคใหม่ในนามของโอกาส
- Spawn
- 108 views

ค้ามนุษย์กัมพูชา ล่าสุด เบื้องหลังของโอกาสทำงานในต่างประเทศ เมื่อกัมพูชา กลับซ่อนเงามืดของระบบที่บังคับให้คนหลอกคนเอง ศูนย์สแกมเมอร์ที่ถูกเปิดโปงหลายแห่ง คือโรงงานทาสยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นโซ่ตรวนแทนเหล็กจริง และตัวเลขเหยื่อปี 2025 ก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีทีท่าหยุด
การค้ามนุษย์ในกัมพูชา อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในปี 2025 เรื่องนี้กลับชัดเจนกว่าที่เคย ว่ามันเปลี่ยนรูป จากการค้าประเวณี และแรงงานก่อสร้าง สู่รูปแบบออนไลน์ที่ซับซ้อนกว่าเดิม
แม้ปัจจุบัน เหยื่ออาจไม่ได้ถูกล่ามโซ่ หรือขังไว้ในค่ายอีกต่อไป แต่ถูกขังในระบบ ที่บังคับให้พวกเขาทำงานหลอกลวงออนไลน์ เพื่อสร้างรายได้ให้เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ในระดับพันล้านดอลลาร์
จากภาพรวมปี 2025 แสดงให้เห็นว่า การค้ามนุษย์ในกัมพูชาไม่ได้ลดลง แต่กลับซับซ้อนและขยายขอบเขต ไปในรูปแบบออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนและเมืองเศรษฐกิจอย่าง สีหนุวิลล์–ปอยเปต–บาเวต ที่กลายเป็นศูนย์กลาง ของศูนย์สแกมเมอร์ หลอกแรงงานต่างชาติ ดังข้อมูลต่อไปนี้
โดยการเพิ่มขึ้นของตัวเลขเหล่านี้ สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนเจ้าหน้าที่ หรือกฎหมายที่ไม่เข้มพอ แต่อยู่ที่โครงสร้างของอาชญากรรม ที่ผสานระหว่างเทคโนโลยี เศรษฐกิจเงา และการคอรัปชันที่ยังฝังลึกอยู่ในพื้นที่
สิ่งที่ทำให้ปี 2025 แตกต่างจากทุกปีก่อน คือ การเปลี่ยนบทบาทของเทคโนโลยี จากเครื่องมือทำงาน สู่เครื่องมือกักขังคนอย่างแนบเนียน เหยื่อจำนวนมากถูกหลอก ให้ไปทำงานในบริษัทเทคโนโลยีปลอม แต่กลับถูกยึดหนังสือเดินทาง ข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย เพื่อบังคับให้ทำงานที่เลี่ยงไม่ได้
โดยการถูกบังคับนั้น คือการให้เหยื่อไปหลอกผู้อื่นต่อแบบ Chain Scam หรือการโกหกเป็นลูกโซ่ เพื่อเลี้ยงระบบให้ทำงานแบบต่อเนื่อง และระบบนี้เอง ถูกเรียกโดยนักวิจัยว่า Digital Slavery Loop คือวงจรทาสยุคใหม่ ที่เหยื่อถูกบังคับให้สร้างรายได้ ให้กับองค์กรอาชญากรรมออนไลน์แบบอัตโนมัติ
ซึ่งในโรงงานมืดแห่งนี้ ยังมีการใช้กล้องวงจรปิด AI ตรวจจับพฤติกรรมหลบหนี และโปรแกรมติดตามพฤติกรรมการแชต เพื่อควบคุมไม่ให้ติดต่อภายนอก หลายแห่งมีลักษณะคล้ายโรงงานผลิตคอนเทนต์ แต่ทุกคนภายในคือ แรงงานที่ไม่มีสิทธิ์จะปฏิเสธงานใด ๆ ได้เลย

แม้รัฐบาลกัมพูชา จะประกาศว่ากำลังจัดการอย่างจริงจัง กับขบวนการค้ามนุษย์ ที่เริ่มเป็นประเด็นตั้งแต่ 2020 แต่ภาพที่สะท้อนจากพื้นที่ กลับตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง ซึ่งต้องยอมรับว่า การจับกุมมากกว่า 1,000 รายในปี 2025 ไม่ได้ทำให้ปัญหาลดลงแม้แต่น้อย
ก็เพราะว่า เหยื่อใหม่ยังเดินทางเข้าเมืองทุกเดือน ผ่านช่องทางลวงเดิม ขณะที่คำถามใหญ่คือ ใครจะรับผิดชอบ ต่อชีวิตที่ถูกทำลายเหล่านั้น
บทบาทของรัฐกัมพูชาภายใต้รัฐบาล ฮุน มาเนต (Hun Manet) ยังเป็นจุดตั้งคำถามสำคัญในปี 2025 เพราะแม้จะมีการเปิดปฏิบัติการ ปราบปรามอย่างต่อเนื่อง แต่รายงานสิทธิมนุษยชน กลับสะท้อนภาพ รัฐที่รู้แต่ไม่จัดการจริง ซึ่งแรงกดดันจากนานาชาติ กำลังบีบให้ต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็น
โดยแรงกดดันเหล่านี้ ผลักให้รัฐบาลกัมพูชาอาจต้องเลือก ระหว่างการปกป้องผลประโยชน์ภายในประเทศ กับการยอมรับความร่วมมือ จากต่างชาติอย่างเต็มรูปแบบ ทว่า ณ ตอนนี้สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ กัมพูชายังอยู่ในโหมดป้องกันตัวเอง มากกว่าจะก้าวไปสู่การรื้อระบบที่สร้างปัญหานี้จริง ๆ
การค้ามนุษย์ในกัมพูชา ไม่ใช่เพียงอาชญากรรมรายบุคคล แต่คือ อุตสาหกรรมที่มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจรองรับ มีทั้งเงินทุน กลุ่มผลประโยชน์ และแรงงานที่หมุนเวียนไม่ต่างจากภาคอุตสาหกรรมทั่วไป
ซึ่งมีข้อมูลรายงานว่า มูลค่ารวมของอุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ ในภูมิภาคนี้ อาจสูงกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี และกัมพูชาถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางหลักนั้น และเบื้องหลังการปราบปราม ที่ล้มเหลวมี 3 ปัจจัยหลักที่ยากจะขยับได้จริง ดังนี้
ทั้งหมดนี้ทำให้การปราบปราม แบบฉับพลัน แทบไม่เกิดผล เพราะมันไม่ได้รื้อรากของปัญหา แต่เพียง ย้ายสถานที่ และสร้างเหยื่อชุดใหม่ขึ้นมาแทน

ค้ามนุษย์ในกัมพูชา อาจไม่ใช่เพียงอาชญากรรม ที่ซ่อนอยู่ในมุมมืดอีกต่อไป แต่มันคืออุตสาหกรรมหลอกลวง ที่กลืนกินชีวิตคนจริงในนามของโอกาส ทุกตัวเลขและทุกนโยบาย ที่ประกาศออกมา อาจช่วยบรรเทาได้บางส่วน แต่ยังไม่แตะโครงสร้าง ที่ทำให้เหยื่อใหม่เกิดขึ้นทุกวัน
เมื่อเหยื่อถูกบังคับ ให้โกหกเพื่อมีชีวิตรอด เส้นแบ่งระหว่างความผิด กับความจำเป็นก็แทบไม่มีเหลือ ระบบยุติธรรม ที่ยังใช้มุมมองแบบขาวดำ ซึ่งไม่อาจเข้าใจได้ว่าการหลอกต่อ อาจเป็นเพียงวิธีเดียวที่พวกเขาจะมีชีวิตถึงวันพรุ่งนี้
คำตอบคือ ตราบใดที่เทคโนโลยียังถูกใช้เพื่อหลอกคน และรัฐยังวัดปัญหาด้วยสถิติ มากกว่าความเจ็บปวดของมนุษย์ วงจรทาสยุคใหม่ก็ยังคงหมุนต่อไป ผลก็คือระบบนี้อาจไม่จบ เพราะมันไม่เคยถูกมองว่าเริ่มจากคนตั้งแต่แรก

