
ชักเย่อ แข่งขันแบบไหน ความสนุกของกีฬาคืออะไร
- MY Kismet
- 153 views

ชักเย่อ แข่งขันแบบไหน ความสนุกของกีฬาคืออะไร เป็นกีฬาที่ใช้ พละกำลังจำนวนมาก แสดงออกถึง ความแข็งแรง และร่างกายที่สมบูรณ์ มีการแข่งแบบสากล และยังเคยเป็นกีฬา ที่ติดในโอลิมปิก เมื่อในสมัยอดีตอีกด้วย ปัจจุบันยังมี การแข่งขันนี้อยู่ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
กีฬาชักเย่อ หรือเรียกอีกชื่อว่า ชักคะเย่อ เป็นกีฬาที่มักแข่ง เพื่อหาผู้ที่แข็งแรง และมีกำลังมากกว่า เพราะการเล่นกีฬาชนิดนี้ จะต้องใช้แรงจำนวนมาก เพื่อการเอาชนะ ฝ่ายคู่ต่อสู้ เพื่อรับรางวัล ที่มีการกำหนด กฎกติกาต่างๆ ขึ้นมาในแต่ละรูปแบบเกม กติกาจะขึ้นอยู่กับ แต่ละสถานที่ หรือแล้วแต่คณะ ผู้จัดการแข่งขัน
กีฬาชนิดนี้ มีความนิยม มาตั้งแต่สมัยโบราณ และมีการคาดการณ์ว่า เป็นการปรับเปลี่ยน รูปแบบกีฬามาจาก “กีฬาซักส้าว” ซึ่งเป็นการแข่งขัน การดึงแข่งกัน เพื่อหาผู้ชนะ และเป็นกีฬา ที่นิยมในกลุ่มนักเรียน มีการจัดการแข่งขัน กีฬาซักส้าว ขึ้นมาครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2544 สถานที่การแข่งคือ ท้องสนามหลวง
การแข่งขันกีฬาชักเย่อ มีการแข่งขันมากมาย และแพร่กระจาย เป็นจำนวนมาก ในภาคกลางของประเทศ การแข่งขัน จะมีตั้งแต่แบบเล็ก จำนวนผู้เล่น 7 คนขึ้นไป จนไปถึงการแข่งขนาดใหญ่ 15-20 คน โดยจำนวนผู้เล่นนี้ เป็นจำนวนสำหรับ 1 ทีม ยังไม่รวมผู้เล่นอีกทีม ซึ่งการแข่ง 1 ครั้งอาจใช้คนถึง 40 คน
ที่มา: ชักคะเย่อ กีฬาพื้นบ้าน [1]
สำหรับกีฬาชนิดนี้ เป็นกีฬาที่ช่วย สืบทอดความศรัทธา ของผู้คนที่มีต่อ พระพุทธศาสนา และมีการสืบทอด กีฬาชนิดนี้มาตั้งแต่ ในสมัยสุโขทัย มีชื่อเรียกกีฬาชนิดนี้ว่า “ชักเย่อเกวียนพระบาท” ซึ่งมีผู้คนเข้าร่วม เป็นจำนวนมาก ในทุกๆ ปีของเทศกาลนี้ จะมีการนำพระพุทธรูป มาตั้งไว้บนเกวียน ก่อนการแข่งขัน
อีกรูปแบบนั้น จะเป็นการจำลอง นำผ้าที่เปื้อนรอยพระบาท มาผูกตั้งติดไว้ บนเกวียนก่อนเริ่มการแข่ง ที่ต้องทำเช่นนี้ เพราะเชื่อว่าเป็นการ แสดงความเลื่อมใส และความศรัทธา ต่อพระพุทธศาสนา และในอดีตการแข่งขันนี้ จัดขึ้นเพื่อการแย่งชิง วัตถุศักดิ์สิทธิ์ ที่ตั้งอยู่บนเกวียน เพื่อนำไปเพิ่ม ความเป็นสิริมงคล
แต่ในปัจจุบัน มุมมองของกีฬา ชนิดนี้นั้น ถูกดัดแปลงให้มีการ มองในรูปแบบใหม่ การแข่งขันนี้ จัดขึ้นเพื่อเป็นการ รักษาวัฒนธรรม ที่มีการสืบต่อกันมา เหมือนกันกับ การเล่นสะบ้า ให้คงอยู่สืบไป แต่การชักเย่อ ยังคงรูปแบบการตั้งพระ ไว้บนเกวียน แต่เป็นการแข่งขัน เพื่อความสนุกสนาน และเรียกเสียงหัวเราะ จากกลุ่มชาวบ้าน
ที่มา: ชักเย่อเกวียนพระบาท สืบสานวิถีชีวิต [2]
1. เชือกที่ใช้ในการแข่ง จะต้องเป็นเชือกมะนิลา มีความยาวประมาณ 20-50 เมตร ความหนา 1-1.5 นิ้ว
2. การมาร์กจุดสี โดยใช้สีแดงทาตรงกลางของเชือก และตีเส้นตรงพื้น เพื่อเป็นการกำหนดเขต
3. ผู้เข้าแข่งขัน แต่ละทีม ต้องใส่เสื้อผ้า สีแตกต่างกัน เพื่อทำให้แยกออกได้ชัดเจน
4. ต้องมีกรรมการ การตัดสิน 1 คน ทำหน้าที่ตัดสิน ผลการแข่งขัน
5. ผู้เล่นต้องมี ความแข็งแรง ไม่เป็นผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ และต้องไม่เป็น ผู้ที่มีอาการป่วย

สำหรับก่อนการเริ่มเกม เชือกจะต้องมีการทาสีขาว ต่อจากจุดสีแดง ทาลากยาวออกมาระยะ 4 เมตร และทาสีน้ำเงิน หรือสีฟ้าทับสีขาว ต่อจากจุดสีแดง 1 เมตร เพื่อเป็นการกำหนด ระยะห่าง ของตัวผู้เล่นในแต่ละฝั่ง โดยที่ปลายจุดสีฟ้า จะเป็นจุดที่ ผู้เล่นคนแรก เริ่มการจับเชือก และต่อด้วยผู้เล่นคนต่อไป
โดยแต่ละการแข่ง จะมีการกำหนดผู้เล่น แตกต่างกันไป แต่จะไม่เกินฝั่งละ 20 คน เมื่อกำหนดผู้เล่นเรียบร้อย จะมีการขีดเส้นที่จุดเริ่ม โดยคนแรกของแต่ละฝั่ง จะถูกเรียกว่า “พ่อหลัก” หรือ “แม่หลัก” เรียกแล้วแต่ ลักษณะของเพศ ของผู้เข้าแข่งขัน
เมื่อเตรียมผู้เล่นเสร็จสิ้น ผู้เล่นจะต้องอยู่ในท่า เหยียดแขนตรงจับเชือก และต่อแถวเอนไปด้านหลัง ให้เป็นระนาบเดียวกัน เมื่อเสียงนกหวีด จากกรรมการดังขึ้น ต่างฝ่ายต้องเริ่มออกแรง ดึงเชือกให้ตึง และพยายามดึงผู้เล่น ฝ่ายตรงข้าม ให้เลยข้ามเส้นเขตแดนมา หากฝั่งไหนดึงผู้เล่น อีกฝั่งมาได้ก่อน จะถือว่าเป็นผู้ชนะ
ที่มา: ชักเย่อ [3]
กีฬาชนิดนี้ เคยถูกบรรจุลงใน กีฬาโอลิมปิก ช่วงปี 1900-1920 ซึ่งหากนับจากอดีต จนถึงยุคปัจจุบัน กีฬาชนิดนี้ ได้หายไปจาก การกีฬาสากล ยาวนานกว่า 100 ปีขึ้นไปแล้ว โดยการสูญหาย ของการแข่งกีฬาชนิดนี้ มีสาเหตุ เกิดมาจาก ปัญหาเรื่องกติกา ที่ไม่ลงตัว และมีข้อโต้แย้ง เกิดขึ้นระหว่างประเทศ
เมื่อปี 1908 มีการแข่งขัน ชักเย่อขึ้นระหว่างทีม ลิเวอร์พูล และทีมสหรัฐอเมริกา ได้มีการเกิดเหตุการณ์ ที่ทีมทางฝั่งลิเวอร์พูล ได้สวมรองเท้า ที่มีปุ่มและน้ำหนักเยอะ เข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งในช่วงนั้น ได้มีการตั้งกติกา การแข่งขันว่า ห้ามนักกีฬาทุกคน สวมใส่รองเท้าปุ่ม เข้าร่วมการแข่งขัน
จึงอาจจะเป็นข้อโต้แย้ง ที่เกิดขึ้นในยุคนั้น ซึ่งการเกิดข้อโต้แย้งนี้ อาจจะนำไปสู่ การทำสงคราม ระหว่างประเทศได้ และยังมีปัจจัยอื่น อย่างเช่นเรื่อง กติกาการแข่งขัน ที่สมัยนั้นยังไม่มี การกำหนดรุ่น คุณสมบัตินักแข่ง และยังไม่มีการ แยกประเภทการแข่ง ที่ชัดเจนพอ กีฬาชนิดนี้ จึงถูกถอดออก ในเวลาต่อมา
หากสนใจอ่านเรื่องชักเย่อในโอลิมปิกเพิ่มเติมคลิกอ่านได้ที่ sanook
1. ต้องระวังเรื่อง การได้รับบาดเจ็บ ระหว่างการแข่งขัน เพราะอาจจะล้มได้
2. ระวังเรื่องของ กล้ามเนื้อบริเวณมือ เพราะเป็นส่วน ที่ต้องสัมผัสเชือก
3. ระวังเรื่องการทะเลาะวิวาท เพราะกีฬาชนิดนี้ ถือว่าเป็นกีฬาปะทะ
บทสรุป ชักเย่อ แข่งขันแบบไหน ใครเป็นเจ้าแห่งพลัง เป็นกีฬาที่ใช้ พละกำลังเป็นอย่างมาก ผู้เล่นส่วนใหญ่ ต้องมีความแข็งแรง และความอดทน เพราะต้องแข่งขัน ดึงเชือกกับผู้เล่นทีมอื่น นอกจากการแข่งขันแล้ว ในทางศาสนา การเล่นกีฬานี้ ยังเป็นการแสดงถึง ความศรัทธาที่มีต่อ พระพุทธศาสนาอีกด้วย
เป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดมา จากคนรุ่นเก่า ที่มีความเชื่อ และเลื่อมใส ในรอยพระพุทธบาท จึงมีการจัดแข่งขัน กีฬาชนิดนี้ขึ้น เพื่อทำให้ผู้คน ได้มีโอกาสเข้าร่วม การทำบุญ และการแข่งขัน เพื่อแย่งชิงวัตถุมงคล ที่เชื่อว่า หากผู้ใดได้ครอบครอง จะมีความเจริญรุ่งเรือง
สำหรับปัจจัย ที่คาดว่าทำให้ กีฬาชักเย่อถูกถอดออกนั้น เป็นเรื่องของ กติกาการแข่งขัน ที่ถูกตั้งขึ้นแบบ ไม่สมเหตุสมผลพอ ทำให้การแข่งขัน มีช่องโหว่ และมีช่องทางที่จะทำให้ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ได้เปรียบกว่า และอาจจะนำไปสู่ การทำสงคราม ได้ในอนาคต

