ตารางธาตุ และความรู้ ที่น่ากลัว ในการสร้างอาวุธเคมี

ตารางธาตุ และความรู้ ที่น่ากลัว

ตารางธาตุ และความรู้ ที่น่ากลัว ในการสร้างอาวุธเคมี เพื่อการทำสงคราม สิ่งที่สะท้อน ความน่ากลัว ของการทำสงคราม คือการปะทะกัน ของกลุ่มอาวุธเคมี ที่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ ของแต่ละประเทศ ได้มีการพัฒนา และคิดค้นความรุนแรง รูปแบบใหม่ขึ้น เราจะมารวมเนื้อหา และสิ่งที่น่าสนใจกัน

  • การพัฒนาและองค์ประกอบของตารางธาตุ
  • ความสำคัญและรูปแบบอาวุธเคมีที่พัฒนาขึ้น
  • ความกังวลและรายชื่อธาตุที่เป็นพิษร้ายแรง

ไทม์ไลน์การพัฒนา ตารางธาตุในยุคแรก

ในส่วนของการ พัฒนาตารางธาตุ ในช่วงยุคแรกนั้น เริ่มขึ้นเมื่อปี 1789 โดยนักเคมีที่ชื่อว่า “อองตวน ลาวัวซิเยร์” เป็นความพยายาม ที่จะแยกคุณสมบัติ ของกลุ่มธาตุแรกเริ่ม และเริ่มต้นที่การแยก โลหะและอโลหะ สองสิ่งนี้เป็นจุดเริ่มต้น ของการพัฒนา ตารางธาตุในช่วงต่อมา และเมื่อเวลาผ่านจนถึงปี 1829

นักฟิสิกส์ที่ชื่อว่า “โยฮัน ว็อล์ฟกัง เดอเบอไรเนอร์” เริ่มให้ความสนใจ และเริ่มมีการสังเกต เกี่ยวกับการเชื่อมโยง และคุณสมบัติที่คล้ายกัน ของกลุ่มธาตุ จึงได้มีการจัดเรียง ลำดับของตารางธาตุใหม่ และเน้นการเรียงแบบ คุณสมบัติ น้ำหนัก และการจัดเรียงอะตอม สิ่งเหล่านี้ถือเป็น การจัดเรียงแบบสมัยใหม่

ในปี 1860 ได้เริ่มมีการตีพิมพ์ ตารางธาตุเป็นครั้งแรก โดยเป็นการจัดเรียง ตามลักษณะคุณสมบัติ และยังมีการพ่วง เลขอะตอมท้ายไว้ โดยให้ค่าไฮโดรเจน มีค่าอะตอมเท่ากับ 1 และธาตุอื่นๆ ที่มีมวลมากกว่าไฮโดรเจน ปริมาณความต่าง จะกลายเป็นเลขพ่วงท้าย ของธาตุชนิดนั้นๆ แทน

ที่มา: A brief history of the periodic table (7 กุมภาพันธ์ 2021) [1]

การจัดวางโครงสร้าง และองค์ประกอบ

สำหรับภาพตารางธาตุ ที่มีอยู่ในตอนนี้ เมื่อสังเกตดีๆ จะพบว่ามีการแบ่ง องค์ประกอบอยู่ โดยจะมีคาบ (Periods) ที่เป็นคอลัมน์แนวนอน และจะมีหมู่ (Groups) ถูกจัดเป็นลักษณะแนวตั้ง โดยการจัดเรียง จะเริ่มจัดเรียงจาก กลุ่มธาตุที่เลขอะตอมเหมือนกัน อีกทั้งคุณสมบัติ จะคล้ายกันด้วย โดยมีองค์ประกอบแยก ดังนี้

  • Elements: เป็นกลุ่มธาตุ ที่ถูกค้นพบ และถูกบรรจุลงใน ตารางธาตุจะมีทั้งหมด 118 ธาตุ โดยแต่ละธาตุ จะมีตัวอักษร ที่เป็นภาษาอังกฤษ แทนชื่อของธาตุอยู่ เช่น O = ออกซิเจน
  • Groups: เป็นกลุ่มธาตุแนวตั้ง ที่พบได้ในตารางธาตุ มีการจัดกลุ่มทั้งหมด 18 หมู่ โดยแต่ละหมู่นั้น จะมีการเรียงธาตุ ที่มีคุณสมบัติคล้ายกัน อีกทั้งยังเป็นการ นับค่าอิเล็กตรอนที่เหมือนกัน
  • Periods: เป็นกลุ่มธาตุแนวนอน จะสังเกตได้ว่ามีทั้งหมดเพียง 7 คาบ โดยความพิเศษ ของกลุ่มธาตุแนวนอนนี้ คือปริมาณการแบ่งตัว ของอิเล็กตรอนทั้งหมด จะมีจำนวนเท่ากัน

ที่มา: ตารางธาตุ ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง (28 มิถุนายน 2024) [2]

ภาพสะท้อนของตารางธาตุ ในการใช้ชีวิต

1. ทุกการกระทำ และการเปลี่ยนแปลงของโลก ล้วนแล้วแต่มีธาตุ เป็นองค์ประกอบทั้งหมด
2. ตารางธาตุถือเป็น องค์ความรู้สำคัญ ในการพัฒนาตัวยา อีกทั้งยังสำคัญ สำหรับการศึกษา เรื่องของโมเลกุล
3. กลุ่มอุตสาหกรรม ที่มีการแข่งขันสูง ในความรู้จากตารางธาตุ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อตอบสนอง ความต้องการของลูกค้า
4. สิ่งของที่ใช้ใน ชีวิตประจำวันเช่น สบู่ น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ มีการพัฒนาต่อยอด มาจากตารางธาตุ เรื่องการพัฒนา คุณสมบัติพิเศษ
5. ตารางเป็นเหมือน จุดชี้นำ ให้กับการพัฒนา วิทยาศาสตร์และการค้นพบ สิ่งเหล่านี้สำคัญมาก

การทำสงคราม โดยการใช้สารเคมีจากตารางธาตุ

ตารางธาตุ และความรู้ ที่น่ากลัว

ตัวเลือกการทำสงคราม ที่เกี่ยวกับเคมี ไม่เหมือนกับ การทำสงครามทั่วไป เพราะเป็นการเน้นใช้ ปฏิกิริยาทางเคมี เป็นตัวตัดสิน อีกทั้งยังสร้าง ผลกระทบแบบวงกว้าง ทั้งต่อสิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อมโดยรอบ มีทั้งการทำระเบิด หรือการปล่อยแก๊สพิษ ที่สามารถฆ่าคนได้ โดยแบ่งประเภทได้ ดังนี้

  • รูปแบบแรก: เป็นกลุ่มอาวุธเคมี ที่ไม่มีการใช้งาน ที่ตายตัวมากนัก เน้นการใช้งาน เพื่อการพัฒนา ศักยภาพเพิ่มเติม โดยจัดเป็นกลุ่มอาวุธ ที่มีความรุนแรงสูง เช่น Mustard Gas (10 ธันวาคม 2024) [3]
  • รูปแบบที่สอง: เป็นกลุ่มอาวุธทางเคมี ที่ไม่เน้นปริมาณ การใช้งานมากนัก อีกทั้งยังไม่ค่อย เป็นที่นิยมในการผลิต เป็นกลุ่มอาวุธทางเคมี ที่มีการใช้งานอย่างจำกัด
  • รูปแบบที่สาม: เป็นกลุ่มอาวุธเคมี ที่มีประโยชน์หลายด้าน สามารถดัดแปลง ค่าคุณสมบัติ เพื่อการใช้งาน ได้หลายรูปแบบ ทั้งการสร้างอาวุธ หรือใช้เป็น ส่วนผสมในอุตสาหกรรม ก็ได้เช่นกัน

จุดที่ทำให้หลายคน เกิดความกังวลในตอนนี้

สิ่งที่ทำให้ ใครหลายคนเริ่มเป็นกังวล เรื่องการเรียนรู้ ตารางธาตุในปัจจุบัน นั้นคือศักยภาพ ของเทคโนโลยีที่ถูก พัฒนาอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้อาจจะทำให้ มีกลุ่มคนหลายกลุ่ม มีความคิดที่จะ ปรับปรุงหรือพัฒนา คุณสมบัติใหม่ ของธาตุในตาราง เพื่อการพัฒนาอาวุธ ทางเคมีรูปแบบใหม่ โดยอาศัยเทคโนโลยี

อีกทั้งกลุ่มตารางธาตุ ยังมีการระบุ องค์ประกอบอื่นอย่างชัดเจน ทั้งการจัดแบ่งคุณสมบัติ ที่คล้ายคลึงกัน และปริมาณเลขอะตอม ที่แตกต่างกัน สิ่งเหล่านี้ทำให้ การพัฒนาคุณสมบัติใหม่ เป็นเรื่องที่ง่ายมากขึ้น เมื่อได้รับความช่วยเหลือ จากเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย

รายชื่อสารเคมี ที่ร้ายแรงบนตารางธาตุ

  • พลูโทเนียม: เป็นธาตุที่มี เลขอะตอมคือ 94 ความอันตรายคือ เป็นกลุ่มสารพิษ ที่สามารถสร้าง รังสีอันตรายได้ เมื่อร่างกายสัมผัส กับสารพิษนี้ เสี่ยงมากต่อการ เป็นโรคมะเร็งในอนาคต
  • สารหนู: เลขพ่วงท้ายคือ 33 จัดเป็นกลุ่มสารพิษรุนแรง ที่สร้างผลข้างเคียง ต่อร่างกายโดยตรง เมื่อร่างกายได้รับ สารพิษนี้เข้าไป จะทำให้อวัยวะภายใน ได้รับความเสียหาย และเสียชีวิตลงได้
  • ฟลูออรีน: เป็นธาตุที่มีเลขพ่วงคือ 9 เมื่อแปรสภาพเป็นก๊าซ จะทำปฏิกิริยา กับร่างกายได้ โดยจะสร้างรอยแผลไหม้ได้ อีกทั้งเมื่อรวมกับ สารประกอบบางชนิด สามารถสร้างระเบิด ได้ด้วยเช่นกัน
  • เบริลเลียม: ที่มีเลขพ่วงคือ 4 จัดเป็นกลุ่มพิษร้ายแรง สำหรับร่างกาย โดยมีโรคเฉพาะ ทางการแพทย์คือ “CBD” อีกทั้งเมื่อสูดดม สารพิษนี้เข้าไป เสี่ยงที่จะได้รับ ผลกระทบถึงชีวิตได้

หากสนใจอ่านเนื้อหาทั้งหมดนี้คลิก engineeredlabs

หน้าสรุป ตารางธาตุ และความรู้ ที่น่ากลัว

บทส่งท้าย ตารางธาตุและความรู้ ที่น่ากลัว เป็นเรื่องที่บอกได้ว่า มีทั้งด้านดี และด้านมืดอยู่ เพราะตารางธาตุถือเป็น องค์ความรู้สำคัญ เรื่องการพัฒนา ของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ แต่ในตารางธาตุ ยังคงมีกลุ่มสารพิษ ที่สร้างผลกระทบ ต่อสิ่งมีชีวิตอยู่ อีกทั้งยังอาจจะเป็น เครื่องมือเพื่อผลิต อาวุธสงครามได้อีกด้วย

ตารางธาตุแบบใหม่ พัฒนาครั้งแรกปีไหน

สำหรับการเปลี่ยนแปลง และการเริ่มจัดกลุ่ม ตารางธาตุแบบใหม่ ได้เริ่มขึ้นเมื่อปี 1829 โดยเป็นการจัดเรียงใหม่ จากการสังเกต ของนักฟิสิกส์ที่ชื่อว่า “โยฮัน ว็อล์ฟกัง เดอเบอไรเนอร์” เขาได้มีการสังเกต เรื่องของความคล้ายคลึงกัน ของคุณสมบัติของธาตุ จึงได้เริ่มมีการ จัดกลุ่มและจัดเรียง ตารางธาตุใหม่

อาวุธเคมี จากตารางธาตุคืออะไร

เป็นการพัฒนา สารเคมีที่มี คุณสมบัติเป็นพิษ ต่อร่างกายเพื่อใช้ทำสงคราม โดยเป็นการแบ่ง ประเภทของอาวุธ สงครามไว้ 3 ประเภท โดยสารพิษที่ใช้เป็น อาวุธสงครามเหล่านั้น ล้วนแล้วแต่มีความเชื่อมโยง กับธาตุประกอบ ที่อยู่ในตาราง จึงทำให้ตารางธาตุ ถือเป็นองค์ความรู้หลัก ของการพัฒนาสารพิษ

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง