บัญชีม้า แบ่งเป็นกี่ประเภท แต่ละสี แต่ละระดับ ต่างกันอย่างไร

บัญชีม้า แบ่งเป็นกี่ประเภท

บัญชีม้า แบ่งเป็นกี่ประเภท รวมหาคำตอบของปัญหาใหญ่ ที่สังคมจับตามอง เพราะไม่ใช่แค่เหยื่อที่ถูกหลอกโอนเงิน แต่เจ้าของบัญชีสุจริตก็อาจถูกอายัด แบบไม่ทันตั้งตัว โดยบัญชีม้าไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว แต่แบ่งตามระดับความเสี่ยง และมีมาตรการทางกฎหมาย ที่เข้มข้นไม่เท่ากัน

  • คำนิยาม บัญชีม้าคืออะไร
  • บัญชีม้า แบ่งเป็นกี่ประเภท ตามโครงสร้าง
  • กฎหมายและโทษของบัญชีม้า

คำนิยาม บัญชีม้า ที่กำลังถูกจับตามอง

หากมีคนสงสัย ทำไมถึงเรียกว่า บัญชีม้า คำที่กำลังถูกพูดถึงถี่ขึ้นในช่วงปี 2024–2025 เพราะเป็นเครื่องมือหลัก ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และเครือข่ายฟอกเงิน โดยสมาคมธนาคารไทยอธิบายว่า บัญชีม้าคือ บัญชีธนาคารที่เจ้าของไม่ได้ใช้เอง แต่ยินยอมหรือถูกหลอกให้คนอื่นนำไปใช้รับ–โอนเงินที่ผิดกฎหมาย

สิ่งที่ทำให้บัญชีเหล่านี้อันตรายคือ ลักษณะการเลี้ยงบัญชี ให้ดูเหมือนปกติ มีการโอนเข้าออก ซื้อขาย หรือจ่ายบิลทั่วไป เพื่อหลบเลี่ยงสายตาธนาคารและระบบตรวจจับ ทำให้ผู้ตรวจสอบยากจะแยกแยะว่าบัญชีไหนเป็นของจริงที่สุจริต หรือบัญชีที่ถูกใช้เป็นทางผ่านของเงินผิดกฎหมาย

ที่สำคัญคือ หลายเคสเจ้าของบัญชีตัวจริง อาจไม่รู้เลยว่าบัญชีของตนกำลังถูกใช้เป็นม้า จนกว่าจะมาถูกอายัด นี่จึงทำให้บัญชีม้าถูกยกให้เป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ ของระบบการเงินไทย และเป็นเหตุผล ที่ต้องมีการแบ่งระดับความเสี่ยง ออกเป็นหลายประเภท เพื่อจัดการได้ตรงจุด (18 มีนาคม 2025) [1]

ทำความรู้จักโครงสร้าง 5 สี การแบ่งประเภทบัญชีม้า

บัญชีม้า แบ่งเป็นกี่ประเภท

เพื่อให้การจัดการบัญชีม้ามีความแม่นยำ หน่วยงานกำกับดูแลได้กำหนด “ระดับความเสี่ยง” ออกมาเป็น 5 สี แต่ละสีสะท้อนสถานะและหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมต้องสงสัย ดังนี้

  • ม้าดำ: คือบัญชีที่มีหลักฐานชัดเจน ว่าเชื่อมโยงกับการฟอกเงิน หรือคดีอาชญากรรม ซึ่งจัดให้เป็นบัญชีกลุ่มร้ายแรงที่สุด
  • ม้าเทาเข้ม: บัญชีที่มีผู้เสียหายร้องเรียน และแจ้งความแล้ว ถือว่ามีความเสี่ยงสูง โดยจะถูกเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
  • ม้าเทาอ่อน: บัญชีที่มีผู้ร้องเรียน แต่ยังไม่มีการแจ้งความ อาจอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม
  • ม้าน้ำตาลเข้ม: บัญชีที่ธนาคารตรวจสอบเอง และพบพฤติกรรมผิดปกติชัดเจน แต่ยังไม่ถึงขั้นมีคดี
  • ม้าน้ำตาลอ่อน: บัญชีที่เริ่มถูกตั้งข้อสงสัย จัดอยู่ในกลุ่มถูกเฝ้าระวัง

ที่มา: รู้ทัน 5 ประเภทบัญชีม้า พร้อมวิธีปลดล็อกบัญชีที่โดนอายัด (15 กันยายน 2025) [2]

เปรียบเทียบ บัญชีม้าแต่ละสี–แต่ละระดับ ต่างกันตรงไหน

การแบ่งบัญชีม้า ออกเป็น 5 สี ไม่ได้เป็นเพียงการตั้งชื่อเรียก แต่สะท้อนถึงระดับความเสี่ยง และความชัดเจนของหลักฐาน ที่หน่วยงานรัฐและธนาคารใช้เป็นเกณฑ์ ในการตัดสินใจว่า จะอายัดหรือเฝ้าระวังอย่างไร โดยมีภาพรวมระดับความเสี่ยง ดังนี้

  • บัญชีม้าดำ: ระดับร้ายแรงที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 20% ของบัญชีม้าที่ถูกตรวจพบ (ข้อมูลจาก ปปง. ปี 2024) ส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับคดีฟอกเงินและอาชญากรรมโดยตรง 100% ถูกอายัดทันที โอกาสปลดล็อกเกือบเป็นศูนย์
  • บัญชีม้าเทาเข้ม: สัดส่วนอยู่ที่ราว 25% ของเคสทั้งหมด มีผู้เสียหายร้องเรียนพร้อมแจ้งความ ธนาคารต้องอายัดระหว่างตรวจสอบ เจ้าของบัญชีถูกเรียกสอบสวนมากกว่า 70% ของกรณี
  • บัญชีม้าเทาอ่อน: ประมาณ 18% ของบัญชีต้องสงสัย มีการร้องเรียนแต่ยังไม่มีการแจ้งความ มักถูกอายัดชั่วคราว 1–2 สัปดาห์ ระดับเสี่ยงจัดอยู่ในกลุ่ม ปานกลางถึงสูง
  • บัญชีม้าน้ำตาลเข้ม: ราว 22% ของกรณี มาจากการที่ธนาคารพบธุรกรรมผิดปกติ อาทิเช่น โอนถี่กว่า 50 ครั้ง/เดือน หรือมีจำนวนเงินเข้า–ออกมากผิดปกติ ทำให้ถูกเฝ้าระวังใกล้ชิด และบางบัญชีถูกระงับธุรกรรมบางส่วน
  • บัญชีม้าน้ำตาลอ่อน: ระดับเบาสุด อยู่ที่ประมาณ 15% ของบัญชีที่ถูกเฝ้าระวัง ตรวจพบธุรกรรมผิดปกติขั้นต้น เช่น การโอนเงินไป–กลับ ในเครือข่ายเดียวกันเกิน 10 ครั้งต่อเดือน แม้ยังไม่ถูกบล็อกทันที แต่เกือบ ทุกบัญชี (90%+) จะถูกติดตามต่อเนื่อง

ผลกระทบของแต่ละระดับ ต่อเจ้าของบัญชีจริง

การแบ่งบัญชีม้าออกเป็น 5 ระดับ ไม่ได้เป็นแค่การจัดหมวดหมู่ แต่ส่งผลโดยตรงต่อชีวิตของเจ้าของบัญชีจริง ๆ โดยเฉพาะคนที่อาจไม่รู้ตัวว่าบัญชีของตนไปอยู่ใน “เส้นเงิน” ของอาชญากรรม

  • ในกลุ่ม ม้าดำ และม้าเทาเข้ม เจ้าของบัญชีแทบจะถูกอายัดทันที ทำธุรกรรมไม่ได้ทั้งโอน รับ หรือกดเงินสด และอาจถูกเรียกสอบสวนเป็นคดีอาญา แม้จะอ้างว่าไม่รู้เรื่องก็ตาม
  • สำหรับ ม้าเทาอ่อน และม้าน้ำตาลเข้ม เจ้าของบัญชีจะเจอผลกระทบในลักษณะ “ลูกหลง” เช่น ถูกระงับธุรกรรมชั่วคราว ระหว่างที่หน่วยงานตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องจริงหรือไม่ บางรายรายได้หรือเงินเดือนถูกแขวนกลางทางจนใช้จ่ายไม่ได้
  • ส่วน ม้าน้ำตาลอ่อน แม้ไม่ถูกบล็อกทันที แต่ชื่อจะถูกขึ้นบัญชีเฝ้าระวัง ทำให้การทำธุรกรรมมีโอกาสถูกตรวจสอบละเอียดขึ้น และเสี่ยงถูกเรียกชี้แจงเพิ่มเติม

ผลที่เกิดขึ้นคือ ประชาชนสุจริตจำนวนไม่น้อยเจอปัญหา “ใช้เงินตัวเองไม่ได้” เพราะระบบตรวจสอบจัดบัญชีเข้าไปอยู่ในกลุ่มเสี่ยง นี่คือด้านที่สะท้อนว่า ปัญหาบัญชีม้า ไม่ได้กระทบเฉพาะมิจฉาชีพ แต่ลามถึงคนธรรมดาทั่วไป ที่อาจกลายเป็นผู้เสียหายโดยไม่รู้ตัว

จิตวิทยาของผู้ให้เช่าบัญชี ทำไมคนยอมเปิดบัญชีให้คนอื่น

เบื้องหลังบัญชีม้า ไม่ได้มีเพียงแก๊งมิจฉาชีพ แต่ยังมีเจ้าของบัญชีตัวจริง ที่ยอมปล่อยบัญชีออกไป ปัจจัยนี้ไม่ได้มาจากความผิดกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับแรงกดดันทางจิตวิทยา และสังคม ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยกรอบแนวคิด ดังนี้

  • แรงจูงใจระยะสั้น (Immediate Reward Bias): วัยรุ่นจำนวนมากตอบสนองต่อรางวัลเล็ก ๆ ที่ได้ทันที เช่น เงินหลักร้อย–พัน ตามทฤษฎี Behavioral Economics ที่มนุษย์มักเลือกผลตอบแทนเร็ว แม้จะเสียประโยชน์ใหญ่ในอนาคต

  • การขาดความรู้–ความเข้าใจ (Cognitive bias / Knowledge gap): โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ที่ไม่เข้าใจกฎหมาย จึงถูกชวนด้วยคำพูดง่าย ๆ ซึ่งทำให้การประเมินความเสี่ยงบิดเบือน

  • แรงกดดันทางเศรษฐกิจ (Survival Psychology): กลุ่มหนี้สินหรือรายได้ต่ำ ตัดสินใจจากการเอาตัวรอด มากกว่าคำนึงถึงผลกระทบในอนาคต คล้ายกับทฤษฎี Maslow’s Hierarchy of Needs ในปี 1943 ซึ่งได้พูดถึงความต้องการพื้นฐาน ที่มาก่อนความปลอดภัยในระยะยาว

  • อำนาจทางสังคมและการชักจูง (Social Influence): มีหลายเคสเกิดจากการชวน ผ่านเพื่อนหรือโซเชียล ตามทฤษฎี Social Proof ที่พบในหนังสือปี 1984 นั้นคือคนมักทำตามสิ่งที่เห็นว่าคนอื่นก็ทำ เพราะคิดว่าปลอดภัยหรือเป็นเรื่องปกติ

กฎหมายและโทษ ของการเป็นเจ้าของบัญชีม้า

การยอมให้คนอื่นใช้บัญชีธนาคาร ไม่ว่าจะขาย เช่า หรือแม้แต่ปล่อยให้ใช้โดยไม่ตั้งใจ ล้วนเสี่ยงเข้าข่ายความผิดทางกฎหมายหลายฉบับ ไม่ได้จำกัดแค่กฎหมายฟอกเงินเท่านั้น (16 กันยายน 2025) [3] ซึ่งอาจเข้าข่ายโทษความผิด ตามกฎหมายดังนี้

  • พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542: หากบัญชีถูกใช้เป็นทางผ่านของเงินผิดกฎหมาย เจ้าของบัญชีอาจถูกดำเนินคดีฟอกเงินทันที มีโทษ จำคุกสูงสุด 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86: การยินยอมให้ใช้บัญชี ถือเป็นการช่วยเหลือหรือสนับสนุนการกระทำผิด อาทิเช่น หากเงินถูกนำไปใช้ฉ้อโกง เจ้าของบัญชีก็อาจถูกมองว่าเป็นผู้ร่วมกระทำผิดด้วย
  • พระราชกำหนดการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560: กรณีบัญชีถูกใช้ในธุรกรรมออนไลน์เพื่อหลอกลวงหรือโอนเงินผิดกฎหมาย จะเข้าข่ายความผิดคอมพิวเตอร์ มีโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์: หากบัญชีถูกใช้เพื่อเปิดบริการหรือยืนยันตัวตนปลอม ก็อาจเข้าข่ายการให้ข้อมูลเท็จ หรือนำข้อมูลไปใช้โดยมิชอบ
  • กฎหมายเฉพาะอื่น ๆ: หากเส้นทางเงินโยงกับกิจกรรมผิดกฎหมาย ตัวอย่างเช่น การพนันออนไลน์ แชร์ลูกโซ่ หรือยาเสพติด เจ้าของบัญชีอาจถูกดำเนินคดีร่วมในความผิดหลักนั้น ๆ ด้วย

ข้อสรุปของ บัญชีม้า แบ่งเป็นกี่ประเภท

ไขข้อสงสัย บัญชีม้า แบ่งเป็นกี่ประเภท โดยการแบ่งบัญชีม้า ได้จำแนกออกเป็น 5 สี เสมือนเครื่องมือที่ช่วยให้ธนาคาร และหน่วยงานรัฐ สามารถระบุระดับความเสี่ยงได้ชัดเจน ซึ่งประชาชนต้องเข้าใจ ข้อแตกต่างของแต่ละระดับ ที่ช่วยให้รับรู้ถึงโอกาส ที่อาจจะถูกอายัด หรือถูกดำเนินคดี แบบไม่ทันตั้งตัว

ทำไมต้องแบ่งเป็นสีต่าง ๆ ในการจัดประเภทบัญชีม้า?

คำตอบคือ การใช้สีทำให้เข้าใจง่าย เหมือนสัญญาณเตือนภัย สีเข้มหมายถึงความเสี่ยงสูง หลักฐานชัดเจน เช่น ม้าดำหรือม้าเทาเข้มที่มีคดีโยงโดยตรง ส่วนสีอ่อนอย่างน้ำตาลอ่อนคือกลุ่มเฝ้าระวัง แม้ยังไม่ถึงขั้นอายัดทันที แต่ก็ไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์

ถ้าให้คนในครอบครัวใช้บัญชี จะเข้าข่ายการเป็นบัญชีม้าหรือไม่?

คำตอบคือ เสี่ยง เพราะกฎหมายมองที่ผู้ครอบครองบัญชี ไม่ว่าคุณจะยกให้ญาติหรือเพื่อนใช้ หากบัญชีถูกนำไปทำธุรกรรม ที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย เจ้าของบัญชีตัวจริงยังคงเป็นผู้รับผิดชอบ ดังนั้น แม้จะเป็นคนในครอบครัว หากใช้บัญชีแทนกันโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน ก็อาจกลายเป็นปัญหาตามมา

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง