
ประวัติ อุรุกวัยฟุตบอลโลก ตำนานเล็กที่หัวใจใหญ่บนเวทีโลก
- Spawn
- 130 views

ประวัติ อุรุกวัยฟุตบอลโลก แม้ไม่ใช่ทีมที่คนพูดถึงบ่อย ๆ เวลาคุยเรื่องบอลโลก แต่ถ้าย้อนไปดูประวัติจริง ๆ จะรู้เลยว่านี่คือทีมที่โคตรขลัง ทีมเล็กประชากรไม่ถึง 5 ล้าน แต่ดันได้แชมป์โลกถึง 2 สมัย หนึ่งในนั้นคือ เกมโคตรตำนาน ที่ทำเอาคนทั้งบราซิลเงียบกริบ นี่แหละหัวใจนักสู้ของ La Celeste โดยแท้
ถ้าพูดถึงทีมที่วางรากฐาน ให้ฟุตบอลโลกเกิดขึ้นจริง ๆ ชื่อของอุรุกวัยคือหนึ่งในนั้นแน่นอน ประเทศเล็ก ๆ ที่ประชากรไม่ถึง 5 ล้าน แต่ดันสร้างเรื่องใหญ่ระดับโลก ทั้งการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกครั้งแรก ในปี 1930 และคว้าแชมป์แบบทันที ตั้งแต่ทัวร์นาเมนต์เปิดตัว
โดยเรื่องราวนี้เองที่ทำให้ La Celeste ถูกยกให้เป็นทีมชาติผู้บุกเบิก และยังเป็นแรงบันดาลใจให้ชาติเล็กอื่น ๆ เชื่อว่าพวกเขาก็สามารถสร้างตำนานได้เหมือนกัน
สำหรับ ฉายาLaCeleste ถ้าแปลตรง ๆ คือ สีฟ้าอ่อน มันก็มาจากสีเสื้อทีมชาติอุรุกวัยนั่นแหละ สีนี้ไม่ได้เลือกมาเพราะสวยเฉย ๆ แต่มันมีสตอรี่อยู่ข้างหลัง ตั้งแต่ปี 1910 ที่ทีมตัดสินใจเลิกใช้เสื้อสีแดง แล้วหันมาใช้ฟ้าสดใสแทน เพื่อให้ต่างจากชาติอื่น และกลายเป็นเอกลักษณ์ที่แฟนบอลจำได้ทันที
แต่ความพีคคือ สีฟ้านี้มันไม่ได้แค่สี มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของหัวใจ ของทีมชาติอุรุกวัย เวลาใครพูดถึง ฉายาLaCeleste ทุกคนจะนึกถึงทีมเล็ก ๆ ที่ใจโคตรใหญ่ วิ่งสู้ฟัดแบบไม่กลัวใคร ไม่ว่าจะเจอ อาร์เจนตินาฟุตบอลโลก หรือ บราซิลฟุตบอลโลก หรือกระทั่งทีมยุโรป ก็พร้อมจะใส่เต็ม 90 นาที
พูดง่าย ๆ เลย ฉายานี้มันคือการบอกว่า พวกเราอาจจะเล็ก แต่เรามีท้องฟ้าใหญ่โอบไว้ ฟังแล้วโคตรเข้ากับสไตล์อุรุกวัยจริง ๆ การันตีได้ว่า แม้จะเล็กแต่ใจถึง เล่นบอลแบบกัดไม่ปล่อยจนโลกต้องจำ (14 มิถุนายน 2018) [2]

ถ้าประเทศอื่นมองฟุตบอลเป็นกีฬา อุรุกวัยมองกีฬาชนิดนี้ เป็นเส้นเลือดใหญ่ของชาติเลยก็ว่าได้ ประเทศนี้เล็กจริง แต่ฟุตบอลคือ สิ่งที่หลอมรวมคนทั้งชาติ ให้เป็นหนึ่งเดียว
ตั้งแต่ยุคประกาศเอกราช ฟุตบอลถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ว่า ถึงเราจะไม่ได้มีอำนาจทางเศรษฐกิจหรือกองทัพใหญ่โต แต่เรามีบางอย่างที่ทำให้โลกต้องหันมามอง นั่นคือ ฝีเท้า + หัวใจนักสู้ ที่กลายเป็นอัตลักษณ์ของ LaCeleste จนถึงทุกวันนี้
อุรุกวัยเป็นประเทศเล็ก ๆ ที่ประกาศเอกราชปี 1825 พูดตรง ๆ คือพวกเขาไม่ได้มีทรัพยากรใหญ่โตอะไร แต่มีอย่างหนึ่งที่ทั้งประเทศอินสุด ๆ คือ ฟุตบอล เกมนี้ไม่ใช่แค่กีฬา แต่มันถูกใช้เป็นเวทีสร้างอัตลักษณ์ของชาติ ช่วงปี 1920s ที่อุรุกวัยคว้าเหรียญทองโอลิมปิก
โดยคนทั้งประเทศอินจนรู้สึกว่า เฮ้ย พวกเราแม้จะเล็ก แต่ก็ทำให้โลกต้องหันมามองได้ มันเลยไม่แปลกที่ฟุตบอลกลาย ได้เป็นส่วนหนึ่งของความภูมิใจแบบชาตินิยมเบา ๆ ของอุรุกวัยมาจนทุกวันนี้
ต้องยอมรับว่า อุรุกวัยนี่แหละ ที่ทำให้หลายทีมเล็ก ๆ รอบโลกเชื่อว่า ถ้าเรามีทีมเวิร์กพอ ใจสู้พอ เราก็ล้มยักษ์ได้ ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน เห็นได้ชัดจากตัวอย่าง
Maracanazo 1950 ที่เขาล้มบราซิลกลางบ้าน ต่อหน้าคนสองแสน มันกลายเป็นบทเรียนที่ถูกพูดถึงมาจนทุกวันนี้ หลายทีมชาติเล็กในยุโรปหรือแอฟริกา ก็หยิบเรื่องอุรุกวัยไปเป็นแรงบันดาลใจว่า ขนาดประเทศจิ๋ว ๆ ในอเมริกาใต้ยังทำได้ แล้วทำไมเราจะทำบ้างไม่ได้ (14 มิถุนายน 2014) [3]
สิ่งที่อุรุกวัยสอนชัด ๆ เลยมีอยู่สามอย่าง ดังนี้

จากภาพรวมแล้ว อุรุกวัยอาจไม่ใช่ชาติยักษ์ใหญ่ แต่เรื่องราวบนเวทีฟุตบอลโลกพิสูจน์แล้วว่า “ใจใหญ่กว่าขนาดประเทศ” แชมป์ 2 สมัยและตำนาน Maracanazo คือมรดกที่ทำให้ La-Celeste ยังคงถูกยกเป็นแรงบันดาลใจมาจนถึงทุกวันนี้
คำตอบคือ สิ่งที่อุรุกวัยยังค้างอยู่คือ การย้ำให้เห็นว่า พวกเขาไม่ได้เป็นแค่ตำนานเก่า แต่ยังพร้อมกลับมาอยู่ในแถวหน้าของโลก ฟุตบอลโลกศตวรรษที่ 21 จึงคือบทพิสูจน์ว่าจะก้าวข้ามคำว่า “ทีมเล็กหัวใจใหญ่” ไปสู่การเป็นทีมมหาอำนาจได้หรือไม่
คำตอบคือ การมีขุมกำลังใหม่ และความต่อเนื่องในระบบเยาวชน อาจเป็นกุญแจสำคัญว่าดาวดวงที่สามจะมาถึงเมื่อไร แม้จะไม่ง่ายท่ามกลางคู่แข่งมหาอำนาจ แต่ถ้าพูดถึงหัวใจสู้ อุรุกวัยไม่เคยขาด และนั่นคือสิ่งที่ทำให้คำถามนี้ ยังน่าติดตามเสมอ

