ประวัติ Mustard Gas สารพิษสุดโด่งดังในยุคก่อน

ประวัติ Mustard Gas

ประวัติ Mustard Gas สารพิษสุดโด่งดังในยุคก่อน ถือได้ว่าเป็นสารอันตราย ที่นิยมมาก ในการทำสงคราม อีกทั้งยังเป็นสารอันตราย ที่อาจจะพรากชีวิต ผู้คนจำนวนมากได้ โดยในตอนนี้ บริบทการใช้งานได้เปลี่ยนไป แต่เราจะมาพูดถึง ยุคแรกของการค้นพบ และการใช้งานกัน

  • คำนิยามและจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบ
  • ส่วนประกอบและประวัติของก๊าซมัสตาร์ด
  • อาการที่เกิดขึ้นและวิธีการใช้ก๊าซพิษ

คำนิยาม และการจำแนกความอันตราย

สำหรับการทำสงคราม เรื่องการใช้อาวุธ ทางเคมีนั้น ได้มีการจัดแยก ประเภทของแก๊สไว้ ว่าเป็นกลุ่มสารเคมี ที่มีค่าสถานะ ที่แตกต่างกันได้ถึง 3 ประเภทดังนี้ ก๊าซพิษ เป็นกลุ่มที่ทำให้ ร่างกายเป็น อัมพฤกษ์หรือเสียชีวิต ในเวลาต่อมาได้ ประเภทต่อมา เป็นกลุ่มประเภท ที่ใช้ก่อกวน และกลุ่มสุดท้าย จะเป็นกลุ่มดินปืน

ในส่วนของก๊าซมัสตาร์ด เป็นกลุ่มประเภท ที่สร้างผลกระทบ ในกับร่างกาย โดยมีลักษณะ ทางกายภาพเป็น สารเคมีสีเหลือง และเมื่อเจอกับอากาศ จะมีลักษณะของกลิ่น คล้ายกันกับมัสตาร์ด ดังนั้นสารเคมี จึงได้มีการตั้งชื่อ ตามลักษณะสีและกลิ่น (23 ตุลาคม 2023) [1] เป็นกลุ่มสารพิษอันตราย

ที่ออกฤทธิ์เหมือนกับ สารพิษอีกหลายชนิด เช่น ซาริน และแก๊สคลอรีน แต่สารเคมีนี้ จะทำให้บริเวณ ที่ได้รับสารเคมี เกิดการระคายเคือง และสร้างบาดแผล ทางกายภาพได้ แต่คุณสมบัติของการออกฤทธิ์ จากการศึกษาพบว่า ก๊าซมัสตาร์ด ถือเป็นอาวุธทางเคมี ที่ออกฤทธิ์ได้ รุนแรงที่สุด

การใช้งานยุคแรก และจำนวนผู้เสียชีวิต

สำหรับ กลยุทธ์ทางการทหาร ที่ได้มีการเริ่มใช้ สารเคมีเพื่อนำมา เป็นอาวุธสงคราม ในครั้งแรกเริ่มเมื่อปี 1915 แต่เป็นการใช้แก๊สคลอรีน ของกลุ่มทหารเยอรมัน ในการทำสงครามโลก ครั้งที่ 1 นั้น สิ่งนี้ทำให้ทหาร มากกว่า 5 พันนายในสนามรบ ได้เสียชีวิตลง ต่อมาเมื่อช่วงปี 1917 ได้เริ่มมีการทำสงครามอีกครั้ง

และในปีนั้นเอง ก๊าซมัสตาร์ดได้เริ่มมีการใช้ เป็นครั้งแรก โดยเป็นการใช้งาน ในการติดตั้งกับระเบิดมือ และติดกับกระสุน ของลูกปืนใหญ่ ในสงครามรอบนั้น ใช้ปริมาณสารเคมีนี้ ไปมากกว่า 2 โหล และผลลัพธ์คือ มีทหารเสียชีวิต จากสารพิษนี้มากกว่า 1 แสนคน และมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ มากกว่า 1 ล้านคน

ส่วนประกอบสำคัญ ของก๊าซมัสตาร์ด

สำหรับองค์ประกอบ ของสารพิษนี้ จากการสำรวจ และการศึกษา ได้มีการแยกองค์ประกอบ เพื่อเพิ่มองค์ความรู้ ทางด้านเคมีออกมาแล้ว โดยลักษณะที่พบ ในช่วงแรกก่อนศึกษา ก๊าซมัสตาร์ดนั้น มีลักษณะเหมือนกับ น้ำมันดิบ และมีน้ำหนัก อีกทั้งยังมีความเหนียวอีกด้วย และมีองค์ประกอบรวม ดังนี้

  • คาร์บอน ซัลเฟอร์: เป็นกลุ่มสารเคมี ที่สามารถพบได้ ในชีวิตประจำวัน โดยพื้นที่ที่พบ สารประกอบนี้ได้ คือซากฟอสซิล ที่ได้รับการเผาไหม้ จะเห็นสารประกอบนี้ได้
  • คลอรีน: เป็นสารประกอบ ที่จัดอยู่ในประเภทก๊าซ อีกทั้งมีกลิ่นฉุน คุณสมบัติเฉพาะคือ ฆ่าเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี เราจะพบได้ใน สารที่ช่วยกำจัด เชื้อโรค หรือเชื้อแบคทีเรีย
  • ไฮโดรเจน ซัลเฟอร์: สารประกอบขนาดเล็ก ที่มีประจุไอออนลบ พบได้จากการแตกตัว ของกรดซัลฟิวริก อีกทั้งยังพบได้มาก ในซัลเฟต คุณสมบัติพิเศษ คือความเป็นกรดสูง
  • คาร์บอน: องค์ประกอบพื้นฐาน ของการสร้าง สิ่งมีชีวิต อีกทั้งยังสามารถ เชื่อมพันธะ กับองค์ประกอบอื่นได้ และสามารถแปรค่าสถานะ ได้หลากหลายรูปแบบ

ย้อนรอยการค้นพบแรก สำหรับก๊าซมัสตาร์ด

ประวัติ Mustard Gas

ผู้ค้นพบ สารเคมีอันตรายชนิดนี้คือ “เฟรเดอริก กัทรี” เป็นการค้นพบโดยบังเอิญ จากการได้รับ ผลกระทบ และผลข้างเคียง ของสารพิษชนิดนี้ โดยผู้ค้นพบเอง ก็เป็นนักเคมี ที่เชี่ยวชาญเรื่องการ พัฒนาสารเคมีเช่นกัน (28 พฤศจิกายน 2025) [2] การค้นพบนี้นำไปสู่ การสร้างอาวุธเคมี ที่ร้ายแรงในการทำสงคราม

โดยกลุ่มทหารชาวเยอรมัน ได้มีการใช้งาน ก๊าซมัสตาร์ดครั้งแรก ในการทำสงครามโลก ครั้งที่ 1 เมื่อปี 1917 ต่อมาได้มีการ พัฒนาสูตรและความรุนแรง ของแก๊สพิษชนิดนี้ขึ้น โดยผู้ที่พัฒนา และเพิ่มศักยภาพ ของแก๊สพิษนี้คือ ประเทศฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร หลังจากนั้นไม่นาน หลายประเทศเริ่มมีการ

ใช้งานแก๊สพิษนี้ ทั้งการบรรจุ ลงไปในลูกปืนใหญ่ หรือการนำมาเป็น ส่วนหนึ่งของระเบิด จนเมื่อเข้าสู่ปี 1925 ได้มีการออกมา ร่างสัญญาว่าด้วย การห้ามก๊าซมัสตาร์ด อีกทั้งยังมีการ ห้ามใช้อาวุธเคมีอื่นๆ อีกหลายชนิดร่วมด้วย และในปี 1993 ก๊าซมัสตาร์ด ถูกเพิ่มในรายชื่อ สารเคมีอันตรายที่ถูกควบคุมแล้ว

การแบ่งช่วงระยะ ของผลกระทบ

1-3 ชั่วโมงแรก
1. บริเวณดวงตา จะเริ่มมีการ ระคายเคือง และมีน้ำตาไหลอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถ ใช้ตาสู้แสงได้
2. มีน้ำมูลไหล ไอ และเริ่มหายใจไม่สะดวก
3. เริ่มมีอาการ ที่เห็นได้ชัดคือ ปอดเริ่มบวมขึ้น เพราะสารพิษเริ่มเข้าสู่ร่างกาย

4-16 ชั่วโมง
1. อาการช่วงแรก จะหนักขึ้น เริ่มมีอาการปวดตา เสียงจะเริ่มแหบ
2. บริเวณจมูก จะเริ่มมีหนอง อาการเพิ่มเติมคือ เริ่มเวียนหัว อาเจียน เจ็บบริเวณหน้าอก
3. เริ่มมีตุ่มขึ้น บริเวณผิวหนัง อีกทั้งตุ่มเหล่านั้น จะเริ่มมีน้ำสีเหลือง อยู่ภายใน

อาการเมื่อครบ 24 ชั่วโมง
1. อาการที่กล่าวข้างต้น จะทวีความรุนแรงขึ้น แต่จะไม่ถึงขั้น เสียชีวิตในช่วง 1 วันแรก
2. ระบบภายในร่างกาย เริ่มได้รับผลกระทบ ทั้งอาการอักเสบ และเรื่องของการหายใจ
3. มีความเสี่ยง ในเรื่องของ อาการแทรกซ้อนแบบเฉียบพลัน และไขกระดูกทั้งหมด ถูกทำลายลง

ที่มา: Mustard gas fact sheet (สืบค้นเมื่อ 10 มกราคม 2026) [3]

วิธีการใช้งาน ของก๊าซมัสตาร์ด

อย่างที่รู้กันดีว่า ในการทำสงคราม จะมีการบรรจุ ก๊าซมัสตาร์ดเข้ากับ ลูกกระสุนปืนใหญ่ แต่การบรรจุนั้น จะอยู่ในลักษณะ การใช้แก๊สนี้ลงในขวดแก้ว และจะถูกใส่ลงใน ภายในหัวรบ ของลูกกระสุน เมื่อลูกกระสุนถูกปล่อยไป และกระทบลงพื้น แรงระเบิดจะทำให้ ขวดแก้วแตกออก และแก๊สพิษนี้ จะเริ่มทำงาน

หากสนใจอ่านเนื้อหาทั้งหมดคลิก mirasafety

ประวัติ Mustard Gas ในหน้าสุดท้าย

บทส่งท้าย ประวัติ MustardGas ผู้ค้นพบคือ นักเคมีจากอังกฤษ เป็นการค้นพบ แบบบังเอิญ ที่ไปสัมผัสกับ แก๊สพิษนี้ แล้วได้รับผลกระทบ ต่อมาหลังจากนั้น เยอรมันเป็นประเทศแรก ที่เริ่มมีการใช้งาน ก่อนที่หลายประเทศ จะเริ่มมีการพัฒนา คุณสมบัติและใช้งานตามกันมา ไม่นานหลังจากนั้น ก็ได้มีการออกมาควบคุม

ทำไมต้องควบคุม การใช้ก๊าซมัสตาร์ด

เพราะแก๊สพิษชนิดนี้ ไม่ได้ฆ่าชีวิตทหาร ในทันทีแต่เป็นการ สร้างผลกระทบ ที่มีแต่ความทรมาน สิ่งนี้ถือได้ว่า ผิดจริยธรรม ของหลักการเป็นมนุษย์ และแก๊สพิษนี้ ยังสามารถทำลาย กองทัพขนาดใหญ่ได้ โดยจำนวน ผู้ได้รับบาดเจ็บมากที่สุดคือ 1 ล้านคน จึงต้องมีการควบคุม

ประเทศอะไร นำแก๊สพิษนี้ไปพัฒนาต่อ

หลังจากการทำ สงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทศฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร เป็นสองประเทศ ที่ได้มีการ นำตัวของแก๊สพิษนี้ ไปพัฒนาต่อยอด และเพิ่มคุณสมบัติพิเศษ อีกทั้งยังเป็นการ เพิ่มความอันตราย ให้กับสารพิษ เพื่อใช้ในการ เป็นอาวุธเคมี ในการทำสงครามอีก

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง