
มุมมืดของ โซเดียมไนไตรต์ ในวงการอาหาร
- MY Kismet
- 9 views

มุมมืดของ โซเดียมไนไตรต์ ในวงการอาหาร ถือเป็นส่วนผสมหลัก คล้ายกันกับ พาราเบน ที่มีลักษณะพิเศษ ที่ช่วยให้ผลิตภัณฑ์ มีอายุการใช้งาน ที่ยาวนานขึ้น แต่สารเคมีชนิดนี้ ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม อุตสาหกรรม ที่เกี่ยวข้องกับ ผลิตภัณฑ์ภายนอก แต่เป็นอุตสาหกรรมอาหาร เราจะมานำเสนอเรื่องนี้กัน
สำหรับการพัฒนา สารเคมีที่อยู่ในกลุ่ม โซเดียมนั้น ย้อนกลับไปเมื่อปี 1807 ได้มีผู้คิดค้นชื่อ “Sir Humphry Davy” เริ่มต้นการคิดค้น และสกัดโซเดียม ออกมาเป็นคนแรก ซึ่งเป็นการศึกษา ในส่วนของประจุไฟฟ้า ก่อนที่จะค้นพบ คุณสมบัติพิเศษ ที่สามารถเพิ่มประเภทได้ (21 พฤศจิกายน 2024) [1]
ช่วงปี 1808 ก็ได้มีการค้นพบ คุณสมบัติพิเศษ ของโซเดียม โดยเป็นการสร้างโซเดียมโลหะ ให้เข้าทำปฏิกิริยา กับโซเดียมประเภทอื่น และเมื่อถึงปี 1921 ก็เริ่มมีกลุ่ม ผู้ผลิตโซเดียม ออกมาจัดจำหน่าย โดยประสิทธิภาพ ของโซเดียมประเภท ที่จัดจำหน่ายนั้น เน้นเรื่องราคาต้นทุน ที่มีราคาต่ำ
ในส่วนของโซเดียมไนไตรต์ เป็นกลุ่มโซเดียม ที่ได้มีการค้นพบ ในภายหลัง และเป็นการค้นพบ ระหว่างการพัฒนา ประเภทและคุณสมบัติ ของโซเดียมกลุ่มอื่น โดยคุณสมบัติพิเศษ ของสารเคมีที่ค้นพบนั้น คือเรื่องของการ ยืดอายุของผลิตภัณฑ์ ที่เกี่ยวกับอาหารได้ สิ่งนี้ทำให้ โซเดียมไนไตรต์ได้รับความนิยม
สำหรับกฎหมาย ที่ได้มีการ ออกมาควบคุมปริมาณ การใช้งานสาร โซเดียมไนไตรต์นั้น เริ่มขึ้นเมื่อช่วงปี 2561 เป็นการจัดประกาศ ของกรมสาธารณสุข ในส่วนของสารเคมี ที่เจือปนในอาหาร ในพื้นที่ประเทศไทย เนื้อหาการควบคุม คือกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร มีการอนุญาต ให้ใช้สารเคมีนี้ ในอาการบางประเภทเท่านั้น
ซึ่งกลุ่มอาหาร ที่ได้รับอนุญาต คือกลุ่มอาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม ไส้อั่ว เบคอน และอื่นๆ อีกมากมาย ที่เกี่ยวกับอาหารแปรรูป ที่ทำจากสัตว์ โดยการควบคุมการผลิต อนุญาตให้ใช้สารนี้ เพียง 80 มิลลิกรัม ต่อปริมาณการผลิต 1 กิโลกรัม (2026) [2] ซึ่งแต่ละสายการผลิต ต้องมีการชั่งตวง ก่อนการใช้งาน
เพื่อความปลอดภัย ต่อกลุ่มผู้บริโภค อีกทั้งยังมีการ กำหนดขอบเขตการใช้งาน ให้กับกลุ่มอุตสาหกรรม ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ไม่อนุญาตให้มีการ ใช้สารเคมีนี้ ในสายการผลิตที่เป็น ขนาดเล็ก หรือกลุ่มชุมชน เพราะสารเคมีนี้ เมื่อมีการใช้เกินขนาด อาจจะส่งผลอันตราย ต่อกลุ่มผู้บริโภคได้

ความสามารถพิเศษ ในด้านการลด การกัดกร่อนของโลหะ และการย้อมสี โซเดียมไนไตรต์ยังถือเป็น สารเคมีที่สร้าง ผลกระทบต่อร่างกายได้ เมื่อมีการรับประทาน เข้าสู่ร่างกายโดยตรง เพราะคุณสมบัติพิเศษ ในเรื่องของการ รบกวนการทำงาน ของกลุ่มเม็ดเลือดแดงนั้น ทำให้ผู้ที่รับประทานเข้าไป
มักมีอาการขาดอากาศหายใจ โดยการสังเกต ลักษณะภายนอก ของโซเดียมไนไตรต์นั้นคือ เป็นผงสีขาว มีละลายในน้ำได้เป็นอย่างดี และในตอนนี้ ทั่วโลกเริ่มมีการ ใช้สารเคมีนี้ เป็นสารเคมีที่ใช้ในการ ฆ่าตัวตายอย่างต่อเนื่อง โดยการใช้สารนี้ เพื่อฆ่าตัวตายเริ่มครั้งแรกในปี 1979
ในช่วงปี 2543-2562 ได้มีการศึกษา ข้อมูลเกี่ยวกับ การฆ่าตัวตาย โดยการใช้สารพิษ กลุ่มผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักมีอาการที่คล้ายคลึงกัน คือมีฮีโมโกลบิน ในเลือดอยู่ปริมาณที่สูง สิ่งเหล่านี้สามารถ บ่งชี้ได้ว่า ส่วนผสมของสารพิษ ที่ใช้ฆ่าตัวตายนั้น มีโซเดียมไนไตรต์ เป็นส่วนผสมอยู่ในนั้น
ที่มา: Increasing use of sodium (25 มีนาคม 2022) [3]
1. ผลการสำรวจเริ่มขึ้นเมื่อช่วงปี 2000-2019 พบบุคคลที่ฆ่าตัวตาย เพราะสารพิษนี้จำนวน 10 ราย
2. ลักษณะการเสียชีวิต ที่คล้ายกันมากคือ ฮีโมโกลบิน ที่อยู่ในเลือดสูง
3. ผู้เสียชีวิตทั้งหมด แบ่งเป็นเพศชาย 8 ราย และเพศหญิง 2 ราย ช่วงอายุอยู่ระหว่าง 22-74 ปี
4. กลุ่มผู้เสียชีวิต ในจำนวนทั้งหมด มีอยู่ 7 คน ที่พบประวัติ การรักษาโรคซึมเศร้า
5. กลุ่มผู้ป่วยทั้งหมด คือกลุ่มผู้ที่ มีความคิดที่จะ ฆ่าตัวตายทั้งหมด โดยมี 1 คน เคยพยายามฆ่าตัวตายแล้ว
1. กลุ่มอาหารแปรรูป มีทั้งแฮม เบคอน ไส้กรอก หมูยอ กุนเชียง และเนื้อรมควันบางชนิด
2. กลุ่มผักตามธรรมชาติ พบได้ในผักขม ผักคะน้า แครอท ผักบุ้ง(จีน)
3. กลุ่มการแพทย์ พบได้มากในส่วนผสม ของยาแก้พิษไซยาไนด์ และยาที่ช่วยขยายหลอดเลือด
4. กลุ่มเครื่องจักร จะเป็นการใช้ คุณสมบัติของการ ลดการกัดกร่อน เช่นจาระบี น้ำหล่อเย็น
หากต้องการอ่านรายละเอียดคลิกอ่านได้ที่ sciencedirect
บทสรุป มุมมืดของ โซเดียมไนไตรต์ เป็นสารอันตราย ที่เมื่อร่างกาย ได้รับเข้าไปโดยตรง มีโอกาสรอดชีวิตน้อย โดยตอนนี้สารเคมีนี้ มีการใช้งาน เพื่อเป็นยาสำหรับ ฆ่าตัวตายแล้ว หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ได้มีการออกมา จัดการปัญหาเหล่านี้แล้ว เป็นการจัดการ เรื่องการควบคุมการใช้งาน
เพราะสารเคมีตัวนี้ มีคุณสมบัติพิเศษ ในเรื่องของการยืดอายุ วัตถุดิบที่ทำจากสัตว์ อีกทั้งยังสามารถ เพิ่มประสิทธิภาพส่วนอื่นๆ ของอุตสาหกรรมอาหารได้ จึงได้รับข้อยกเว้น ในการผลิต อาหารแปรรูปบางชนิด แต่การใช้งาน ต้องการมีชั่งตวง ปริมาณสารก่อนการใช้เสมอ
เพราะเมื่อร่างกาย ได้รับสารตัวนี้ เข้าไปโดยตรง จะทำให้ฮีโมโกลบินในเลือด พุ่งสูงขึ้นอย่างเฉียบพลัน สิ่งนี้ทำให้ผู้ที่กินเข้าไป จะหายใจไม่ออก และเสียชีวิตลง ในเวลาอันสั้น หลายคนที่มีภาวะ อยากฆ่าตัวตาย หรือกลุ่มเสี่ยง ที่จะมีอาการเหล่านี้ จึงมักเลือกใช้สารเคมีนี้ ในการฆ่าตัวตาย

