
รัฐบาลเกาหลีใต้ ส่งตำรวจไปกัมพูชา ลุยสืบคดีหรือส่งสัญญาณอะไร
- Spawn
- 109 views

รัฐบาลเกาหลีใต้ ส่งตำรวจไปกัมพูชา เมื่อไม่ใช่แค่การสืบคดีธรรมดา เพราะรัฐบาลเกาหลีใต้ ถึงขั้นส่งตำรวจไปกัมพูชาด้วยตัวเอง หลังเกิดคดีนักศึกษาเกาหลีวัย 22 ปี ถูกหลอก และเสียชีวิตอย่างน่าสลด เรื่องนี้ทำให้คนเกาหลีทั้งประเทศเดือด และกลายเป็นจุดที่รัฐบาลต้องขยับเองกับมือ
จากข่าวที่รัฐบาลเกาหลีใต้ ส่งตำรวจไปกัมพูชา ที่ไม่ใช่แค่พาดหัวดังเล่น ๆ เพราะเบื้องหลังมันมีทั้งแรงกดดันจากสังคม เรื่องศักดิ์ศรีของประเทศ และความพยายามจะจัดการปัญหา Scam Center ที่ลามไปทั่วภูมิภาค
โดยเรื่องทั้งหมด เริ่มจากคดีหนึ่งที่สะเทือนใจคนทั้งเกาหลี ซึ่งเด็กหนุ่มอายุ 22 ปี ที่ชื่อ พัค มินโฮ ถูกหลอกให้ไปทำงานในกัมพูชา ก่อนจะเสียชีวิตในสภาพถูกทรมาน และสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การสูญเสีย แต่คือการเปิดแผลว่า รัฐบาลยังปกป้องคนของตัวเองได้จริงไหม?
และสังคมเกาหลีเดือด จนเกิดแฮชแท็ก #JusticeForMinho ติดเทรนด์หลายวัน คนออกมาวิพากษ์ว่าเรื่องแบบนี้เกิดซ้ำ ๆ แต่ไม่เคยมีคำตอบที่ชัดเจน และนั่นคือเหตุผลที่รัฐบาลยุนซอกยอล ต้องลงมาจัดการเอง ถึงขั้นสั่งให้ตำรวจเกาหลีบินไปพนมเปญเพื่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น
สำหรับคดีนี้ ที่เริ่มต้นเหมือนเรื่องหลอกลวงทั่วไป เด็กเกาหลีถูกชักชวนให้ไปทำงานในต่างประเทศ โดยมีสัญญาเงินเดือนสูงในกัมพูชา แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นศูนย์คอลเซ็นเตอร์เถื่อน ที่มีการบังคับขู่เข็ญให้ทำงานหลอกลวงคนอื่นแทน จนต้องสะเทือน กัมพูชา เกาหลีใต้ ความสัมพันธ์ ตลอด 50 ปี
ซึ่งจากรายงานข่าว ยังมีเหยื่อจำนวนมากถูกควบคุมตัว ถูกบังคับเสพยา และบางคนไม่รอดกลับประเทศ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ กลายเป็นไฟลามทุ่งในเกาหลีใต้ อีกทั้งในกัมพูชา เมียนมา และลาว หลายครอบครัว ได้ออกมาร้องขอให้รัฐบาลช่วยตามหาลูกหลาน แต่แทบไม่มีความคืบหน้า
นั่นแหละจุดที่สังคมเริ่มกดดัน เมื่อในประเทศยังไม่ปลอดภัย แล้วต่างประเทศล่ะ ใครจะดูแล ซึ่งการที่ อี แจ-มยอง ออกมาพูดเองว่า รัฐบาลจะใช้ทุกช่องทางเพื่อปกป้องคนเกาหลีในต่างแดน จึงเป็นเหมือนหมุดหมายใหม่ของเกาหลีใต้ ว่าต่อไปนี้คดีแบบนี้จะไม่เงียบอีกต่อไป (15 ตุลาคม 2025) [1]
ต้องยอมรับว่า การส่งตำรวจไปต่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นง่าย ๆ นะ เพราะปกติการสืบคดีระหว่างประเทศจะใช้ช่องทางทูต หรือผ่านตำรวจสากล (Interpol) เท่านั้น แต่ครั้งนี้รัฐบาลเกาหลีใต้ส่ง ทีมสืบสวนพิเศษ จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปยังพนมเปญโดยตรง เพื่อร่วมสอบสวนกับทางการกัมพูชา
ซึ่งเท่ากับว่ามันเป็น ปฏิบัติการระดับรัฐบาลต่อรัฐบาลเลยทีเดียว โดยเบื้องหลังการขยับครั้งนี้ไม่ใช่แค่คดีคนตาย แต่เกี่ยวโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ในภูมิภาค ที่ UN เคยประเมินว่ามีเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 37,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีและกัมพูชาคือหนึ่งในศูนย์กลางใหญ่
ดังนั้น การที่เกาหลีส่งตำรวจไปเอง จึงไม่ได้แค่ตามหาความจริงให้คนตาย แต่คือการประกาศชัดว่า จะไม่ยอมให้พลเมืองของตัวเองตกเป็นเหยื่อของระบบเทา ๆ แบบนี้อีกต่อไป ซึ่งมันคือ สัญญาณเตือนจากเกาหลีใต้ไปถึงประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนทั้งหมด (15 ตุลาคม 2025) [2]
การส่งตำรวจจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศ มันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยเลยนะ เพราะเรื่องแบบนี้ต้องผ่านชั้นทางการทูตหลายระดับ ต้องมีข้อตกลงระหว่างรัฐบาล และต้องได้รับความยินยอมจากประเทศปลายทางด้วย ซึ่งแปลว่าเกาหลีใต้กับกัมพูชาตอนนี้ กำลังคุยกันแบบตรง ๆ มากกว่าที่หลายคนคิด
แต่จริง ๆ แล้ว การส่งเจ้าหน้าที่ข้ามแดนแบบนี้ เคยเกิดขึ้นมาบ้างในช่วงสิบปีที่ผ่านมา และทุกเคสล้วนเป็น “คดีระดับรัฐ” ที่โลกจับตา อาทิเช่น
ซึ่งโดยปกติแล้ว คดีเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะเหยื่อเป็นคนสัญชาติเดียวกับประเทศต้นทาง หรือคดีมันใหญ่ระดับที่รัฐบาลต้องเข้ามาเอง เพื่อไม่ให้กระทบความเชื่อมั่นของประชาชน เหมือนที่เกาหลีใต้ทำในตอนนี้แหละ แม้เรื่องที่เริ่มจากคดีเดียว แต่สุดท้ายกลายเป็นสัญญาณการทูตเต็มรูปแบบอย่างแน่นอน
ถ้ามองแบบไม่อคติ การส่งตำรวจข้ามประเทศแบบนี้ มีทั้งด้านดีและด้านเสี่ยงที่รัฐบาลต้องรับไปเต็ม ๆ
ข้อดี
ข้อเสีย
พูดง่าย ๆ คือมันเป็นการขยับหมากที่กล้า แต่ก็มีเดิมพันสูง ถ้าได้ผลดี เกาหลีใต้จะถูกมองว่าเป็นประเทศที่ปกป้องพลเมืองได้จริง แต่ถ้าพลาด ภาพลักษณ์ระดับโลกอาจเสียยิ่งกว่าเดิม
ตรงนี้น่าสนใจมาก เพราะสองประเทศนี้มีจุดร่วมคือ “คนโดนหลอกไปทำงานต่างแดน” เหมือนกัน แต่แนวทางจัดการต่างกันชัดเจนเลย ดังนี้
ความต่างตรงนี้สะท้อนชัดว่า รัฐบาลเกาหลีใต้พยายามวางตัวเองเป็น รัฐที่คุ้มครองพลเมืองเชิงรุก
ในขณะที่ไทยยังอยู่ในโหมดประสานและรอข้อมูล ซึ่งไม่ผิดนะ แต่ในโลกปัจจุบันที่อาชญากรรมข้ามชาติขยับเร็วกว่ารัฐ การรออาจกลายเป็นจุดอ่อนโดยไม่รู้ตัว (16 ตุลาคม 2025) [3]

สุดท้ายเรื่องนี้ไม่ใช่แค่คดี แต่คือสัญญาณทางการทูต ที่เกาหลีใต้ส่งถึงโลก ว่าพร้อมลงมือเองถ้าระบบยุติธรรมของประเทศอื่นช้าเกินไป มันคือการยืนยันว่าศักดิ์ศรีของพลเมือง ยังสำคัญกว่าข้อจำกัดทางเขตแดน
คำตอบคือ เกาหลีเลือกลงมือก่อน ค่อยรายงานทีหลัง เพราะเห็นชีวิตประชาชนสำคัญกว่าเอกสาร ส่วนไทยก็ทำได้เหมือนกัน ถ้าเริ่มจากแนวคิดว่าการช่วยคน ต้องเร็วกว่าระบบราชการที่ยังช้าเกินไป
คำตอบคือ ไม่ใช่ใครคนเดียว แต่คือทั้งระบบ ที่ต้องทำงานจริง ไม่ใช่รอแก้ตอนเกิดเรื่อง เหยื่อจะน้อยลงก็ต่อเมื่อรัฐกล้าชนเครือข่ายสีเทา และไม่ปล่อยให้ความกลัวหรือผลประโยชน์มากำหนดว่า ใครควรได้ความยุติธรรมก่อน

