สนุกเกอร์ กติกาการแข่ง กีฬาคลาสสิกแห่งยุคสมัย

สนุกเกอร์ กติกาการแข่ง

สนุกเกอร์ กติกาการแข่ง กีฬาคลาสสิกแห่งยุคสมัย เป็นกีฬาที่ตอนนี้ กำลังได้รับความนิยม และมีผู้สนใจ เข้าร่วมการแข่งขัน กันเป็นจำนวนมาก เพราะมีความสนุก และเป็นกีฬา ที่ต้องความคิด การวางแผน เข้ามามีส่วนร่วม ในการเอาชนะคู่ต่อสู้ และเป็นกีฬา ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และมีนักกีฬาระดับโลกหลายคน

  • ต้นกำเนิดกีฬาสนุกเกอร์
  • รูปแบบการแข่งขันสนุกเกอร์
  • ประโยชน์ด้านสุขภาพของกีฬาสนุกเกอร์

ประวัติทั้งหมด ของกีฬาสนุกเกอร์

สำหรับกีฬาชนิดนี้ มีจุดเริ่มต้น คือการนำกีฬา “แบล็คพูล” และ “พูล” มารวมกัน โดยการรวมกันนี้ เกิดจากกลุ่มนายพล ของประเทศอังกฤษ ที่ไปอยู่ในประเทศอินเดีย เมื่อปี 1875 เป็นยุคของอาณานิคม โดยรูปแบบ ในสมัยนั้น จะมีเพียงลูกสนุกเกอร์ สีดำและแดงเท่านั้น นำมาเรียงกัน เป็นขั้นเหมือนพีระมิด

การเล่นในยุคก่อน จะนำลูกสีแดง และสีดำ มาเรียงต่อกัน ให้เป็นเหมือนทรงพีระมิด แล้วค่อยยิงลูก ให้กระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ให้ไล่จากสีแดง ละยิงลูกดำ เป็นลูกสุดท้าย จึงจะชนะ เมื่อเวลาผ่านไป ได้มีการเพิ่มกฎเข้ามาใหม่ โดยมีการเพิ่มลูก ให้มีจำนวน 15 ลูก และเพิ่มลูกสีต่างๆ เข้าไปในเกม เพื่อเพิ่มอุปสรรค

โดยสีที่เพิ่มเข้ามา ในยุคสมัยนั้น จะมีสีเหลือง เขียว และสีชมพู โดยที่เพิ่มเข้ามา เหมือนเป็นการเพิ่มลำดับ การยิงลูก เพื่อให้การแข่ง มีความสนุกมากยิ่งขึ้น โดยเชื่อกันว่า การยิงสีแดงและสีดำนั้น ไม่มีความตื่นเต้น และเป็นรูปแบบเกม ที่น่าเบื่อ ไม่มีความท้าทาย จึงได้เพิ่มลูกสีเหล่านี้ เข้ามาภายในการแข่งขัน

ที่มา: ภาพลักษณ์ 2 ด้าน [1]

ความรู้พื้นฐาน การเตรียมอุปกรณ์การแข่งทั้งหมด

การเตรียมโต๊ะสนุกเกอร์

  • โต๊ะขนาดมาตรฐาน จะอยู่ที่ 11 ฟุต ครึ่งนิ้ว x 5 ฟุต 10 นิ้ว
  • ความสูงโดยประมาณ 2 ฟุต 9.5 นิ้ว
  • หลุมภายในโต๊ะ จะต้องมี 2 หลุมบน และ 2 หลุมล่าง
  • การตั้งเส้น เส้นทั้งหมด ลากจากเส้นผ่าศูนย์กลาง ถึงเส้นคุชชิง 29 นิ้ว โดยจะเรียกกันว่า “เส้นเมือง”
  • ครึ่งวงกลมบนโต๊ะ จะมีชื่อเรียกว่า “ในเมือง” จะมีระยะ 11.5 นิ้ว
  • จุด 4 จุดบนโต๊ะ จะเรียกจุดทั้งหมดว่า จุดสปอต ,เซนเตอร์ ,พีระมิด ,จุดเส้นกลาง

แยกให้ออก การเล่นสนุกเกอร์ และการแทงพูล 

การเล่นสนุกเกอร์ จะกำหนดให้มีลูก 15 ลูก จะมีลูกสีเหลืองคือ 2 แต้ม สีเขียว 3 แต้ม ลูกสีน้ำตาล 4 เต็ม ลูกสีน้ำเงิน 5 แต้ม ลูกสีชมพู 6 แต้ม ลูกสีดำ 7 แต้ม โดยการแทงสนุกเกอร์นั้น จะเริ่มแทงจากลูกสีแดง และเรียงไปเรื่อย ตามลำดับสี และแทงลูกสีดำ เป็นลูกสุดท้าย จึงจะเป็นฝ่ายชนะ

การแทงบิลเลียด จะมีลูกบอลแค่ 3 สี คือสีแดง สีดำ และสีเหลือง กติกาการแทง จะแตกต่างกันคือ เป็นการนับคะแนน จากการแทงลูกกระทบ เช่น หากแทงลูกแดง ไปกระทบลูกเหลืองได้ จะได้คะแนน 2 แต้ม และหากแทงแบบอื่นๆ จะมีคะแนน แตกต่างกันออกไป หากผู้เล่นคนไหน แทงแต้มได้เยอะที่สุด จะเป็นฝ่ายชนะไป

การแทงพูล ข้อแตกต่างคือ ลูกพูลจะมีตั้งแต่ 8 ลูก 15 ลูก การแทงพูล จะมีลำดับเลข คือ 1-7 เป็นลูกสี และ 8-5 จะเป็นลูกลาย โดยผู้เล่นจะต้องแทงเรียงเลข โดยเริ่มที่ 1 ถึง 7 และผู้เล่นอีกฝั่ง แทงลูกตั้งแต่ 9 ถึง 15 ใครแทงหมดก่อน ฝ่ายนั้นจะเป็นฝ่ายชนะ โดยจะต้องแทงลูกที่ 8 เป็นลูกสุดท้าย เป็นลูกปิดเกม

ที่มา: สนุกเกอร์ พูล และบิลเลียดต่างกันอย่างไร [2]

สนุกเกอร์ กติกาการแข่ง ความรู้แบบฉบับเต็ม

สนุกเกอร์ กติกาการแข่ง

กติกาเบื้องต้น โดยเริ่มแรกจะต้องแทงลูกสีขาว ให้ไปกระทบลูกสีอื่น โดยเริ่มเกม จะเป็นการแทงให้ลูกกระจาย ฝ่ายไหนแทงลงหลุมก่อน ฝ่ายนั้นจะเป็นฝ่ายเริ่ม และหากแทงลูกลง จะได้คะแนนไป และแทงต่อเรื่อยๆ จนกว่าจะแทงลูกลงหลุมไม่ได้ จึงจะเปลี่ยนฝั่ง ให้อีกฝ่ายเข้ามาเล่นแทน

โดยการแทงแต่ละครั้ง จะต้องแทงสีแดงก่อน และแทงสีอื่น หากแทงสีอื่นลงแล้ว ต้องกลับมาเริ่มแทงสีแดงใหม่ แล้วจึงแทงสีอื่นต่อได้ โดยจะทำซ้ำกันไปเรื่อยๆ จนสีแดง ลงหลุมครบ 15 ลูก แล้วจึงไล่แทงเรียงสี จากสีเหลือง สีเขียว สีน้ำตาล สีน้ำเงิน สีชมพู และสีสุดท้ายคือ สีดำ

เมื่อแทงจนครบแล้ว จะนำคะแนนรวมทั้งหมด มารวมกันในแต่ละรอบ หากผู้เล่นฝั่งไหน ทำคะแนนได้น้อยกว่า ก็จะถือว่าเป็นฝ่ายแพ้ และผู้ที่ทำคะแนนรวม ได้มากกว่านั้น จะกลายเป็นผู้ชนะทันที แต่ระหว่างการแข่ง ก็จะมีคะแนนพิเศษ ที่จะได้รับเมื่อผู้เล่นอีกได้ฟาวล์ จะได้รับคะแนนอย่างน้อย 4-7 คะแนน

สามารถอ่านรายละเอียดการคิดคะแนนเพิ่มเติมได้ที่ th.wikipedia

นักสนุกเกอร์คนแรก ที่ดังระดับโลกคือใคร

นักสนุกเกอร์คนแรก ที่ทำชื่อเสียง ให้กับกีฬาชนิดนี้คือ “โจ เดวิส” ถือว่านักสนุกเกอร์ ที่ถือกำเนิดขึ้นในทศวรรษที่ 1930 เป็นนักสนุกเกอร์ ที่ได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุด และมีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ในปัจจุบัน มีนักกีฬาที่อยู่ ในระดับเดียวกันกับ โจ เดวิส นั้นน้อยมาก เพราะการแข่งขัน ต้องมีการฝึกฝน เป็นระยะเวลานาน

ประโยชน์ของกีฬาชนิดนี้ ที่หลายคนไม่รู้

1. การฝึกสมาธิ: การเล่นกีฬาชนิดนี้ ต้องใช้สมาธิ ในการเล่นสูง เพราะต้องจดจ่อ อยู่กับลูกสนุกเกอร์ เหมือนกับ การเล่นกอล์ฟ ที่ต้องใช้สายตา ในการคาดเดาระยะ และการแทงลูกให้ลงหลุม

2. ฝึกการวางแผน: ในการยิงแต่ละครั้ง ต้องมีการวางแผน เพื่อการแทงครั้งต่อไป หากวางแผนพลาด ลูกอาจจะไปอยู่ ในจุดที่ไม่สามารถ จะแทงลูกต่อไปได้ และต้องการกลยุทธ์ เพื่อป้องกันคู่ต่อสู้ เพิ่มเข้าไปอีกด้วย

3. ฝึกความแม่น: การแทงลูก จากลูกหนึ่ง ไปยังอีกลูกหนึ่ง ต้องมีความแม่นยำ และมีความมั่นใจในการยิง ต้องมีสายตาที่เฉียบแหลม และมีสายตาที่แม่น ในการวางระยะการแทง

4. รู้แพ้รู้ชนะ: กีฬาสนุกเกอร์ เป็นอีกหนึ่งกีฬา ที่ใช้ทักษะ ความสามารถสูง และต้องมีผลการแข่งขัน การรู้แพ้รู้ชนะ จึงเป็นเรื่องดี เพราะจะทำให้นักกีฬา ได้รู้จักน้ำใจ และการเคารพกัน

5. สุขภาพจิตดี: การเล่นสนุกเกอร์นั้น ช่วยลดความเครียด จากการทำงาน และทำให้มีความเพลิดเพลิน ทำให้ร่างกาย หลั่งสารสร้างความสุขได้ อีกทั้งยังได้ พบปะเพื่อนฝูง ทำให้มีสุขภาพจิตที่ดี

ที่มา: สนุ๊กเกอร์ กีฬาเจ้าเสน่ห์ที่ไม่ควรพลาด [3]

โดยสรุป สนุกเกอร์ กติกาการแข่ง และความน่าสนใจ

โดยสรุป สนุกเกอร์ กติกาการแข่ง และความน่าสนใจ เป็นกีฬาที่มีเสน่ห์ ดึงดูดผู้คน ให้เข้าไปมีอารมณ์ร่วม กับการแข่งขันได้ดี มีกฎกติกาต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้น ทำให้การแทงสนุกเกอร์ มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นกีฬา ที่มีต้นกำเนิดมาอย่างยาวนาน และมีประโยชน์ ต่อร่างกายอีกหลายประการ

ผลแพ้ชนะ ในการแทงสนุกเกอร์คืออะไร

สำหรับการคิดผล การแพ้ชนะ จะมองจากคะแนนรวม ในแต่ละเกมและนำมารวมกัน หากใครได้คะแนนสูงที่สุด จะเป็นฝ่ายชนะไป และการแทงสนุกเกอร์นั้น ยังมีโอกาสทำแต้ม จากการวางแผน และการวางกลยุทธ์ เพื่อปิดกั้นคู่แข่ง ให้ไม่สามารถทำคะแนนได้ มีรูปแบบการเล่นหลากหลาย ให้ได้สะสมคะแนน

ลูกสนุกเกอร์ปัจจุบัน มีทั้งหมดกี่สี

หากจะให้เรียงสี จะต้องเรียงเป็นลำดับ มีทั้งหมด 8 สี โดยเริ่มจาก ลูกสีขาว เป็นลูกกลางที่ใช้แทง สีแดง สีเหลือง สีเขียว สีน้ำตาล สีชมพู สีน้ำเงิน และสีดำ โดยสีดำ จะเป็นลูกสุดท้าย ที่ผู้เล่นต้องแทงบนโต๊ะ ระหว่างการแข่ง หากแทงสีดำลงก่อน เกมในตานั้นจะจบทันที

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง