
ไทยจะเปิด คาสิโนถูกกฎหมาย จริงไหม ถ้าเปิดจริงจะปังหรือพัง?
- Spawn
- 88 views

สงสัยหรือไม่ว่า ไทยจะเปิด คาสิโนถูกกฎหมาย จริงไหม คำถามที่กลายเป็นกระแสร้อนแรงที่สุดในปีนี้ เพราะเศรษฐกิจไทยกำลังมองหาทางออกใหม่ ๆ หลังโตช้าหลายปีติด ขณะเดียวกันประเทศรอบบ้าน ต่างเปิดคาสิโนถูกกฎหมายไปก่อนหน้า แต่ก็ยังมีบทเรียนหลายแบบให้ได้ศึกษา ก็ลงมือทำจริงเรื่องนี้
สำหรับ กระแสคาสิโนถูกกฎหมาย ในรอบปี 2025 อาจไม่ได้มาเพราะสนุก ๆ แต่มาจากแรงกดดันเศรษฐกิจจริงจัง ทั้งรายได้รัฐที่ลดลง หนี้ครัวเรือนที่พุ่ง และการท่องเที่ยวไทย ที่ยังไม่กลับมาสู่ระดับก่อนโควิดแบบเสถียร อีกด้านหนึ่ง “การพนันผิดกฎหมาย” ในไทยดันเติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค
โดยเว็บพนันออนไลน์ มีมูลค่าตลาดสูงถึงหลักแสนล้านต่อปี แต่รัฐเก็บภาษีไม่ได้แม้แต่บาทเดียว สิ่งนี้ทำให้โมเดล Entertainment Complex ถูกหยิบมาคุยในระดับนโยบาย และถูกมองว่าเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ให้ผลเร็วที่สุด หากทำให้ถูกกฎหมายสำเร็จ (11 กุมภาพันธ์ 2025) [1]
ตัวเลขพวกนี้ บอกได้ชัดเจนว่า “คาสิโน” มีหลายแบบ ตั้งแต่แบบพรีเมียม ระบบแน่น ไปจนถึงแบบเสรีที่โตไวแต่เสี่ยงหนัก
คงเป็นเพราะโมเดลนี้ เป็นมากกว่าคาสิโน แต่เป็นเมืองความบันเทิงขนาดย่อม ที่รวมโรงแรม คอนเสิร์ต ห้าง ร้านอาหาร และศูนย์ประชุมไว้ด้วยกัน ทำให้เงินฝั่ง non-gaming มีสัดส่วนสูงถึง 60–70% ในประเทศที่คุมเข้ม แบบสิงคโปร์
ซึ่งถ้าให้แปลง่าย ๆ คือ รัฐไม่ได้หวังเงินจากโต๊ะพนันเป็นหลัก แต่หวังจากการท่องเที่ยว การประชุม และการใช้จ่ายทั้งหมดของคนที่เดินเข้าโครงการ (13 มกราคม 2025) [2]

เวลาพูดถึงคาสิโนถูกกฎหมาย หลายคนอาจคิดถึงภาพเมืองหรู ผู้คนเดินสวย ๆ และเศรษฐกิจคึกคัก แต่มุมที่ต้องดูจริง ๆ คือ ประเทศที่เปิดไปก่อนหน้าเรา เจออะไรบ้าง?
เพราะในโลกความจริง คาสิโนไม่ใช่แค่การสร้างอาคาร แต่คือการสร้างระบบใหม่ ที่กระทบตั้งแต่เศรษฐกิจ คนทำงาน ไปจนถึงชีวิตประจำวันของคนท้องถิ่น
โดยข้อมูลการเปรียบเทียบในหัวข้อถัดไป จะช่วยให้เห็นภาพ บทเรียนแบบแกะทีละประเทศ ว่าที่ไหนเวิร์ก ที่ไหนเจ็บ และไทยเข้าใกล้โมเดลแบบไหนมากที่สุด
เวลาพูดว่าเปิดคาสิโนแล้ว “ปังหรือพัง” สิ่งที่ต้องดูไม่ใช่ยอดรายได้อย่างเดียว แต่ต้องดูด้วยว่า รายได้นั้นไปลงที่ใคร, เมืองยั่งยืนไหม และ ผลกระทบตกกับคนกลุ่มไหนมากที่สุด ซึ่งแต่ละประเทศมีเส้นทางที่ต่างกันสุดขั้ว เหมือนเล่นเกมคนละโหมดเลย ซึ่งสามารถดูได้จากข้อมูลต่อไปนี้
สิงคโปร์ไม่ใช่แค่บูม แต่คือ โมเดลที่พิสูจน์ว่า ถ้าคุมเข้ม เมืองได้ คนไม่พัง โดยจุดที่ไทยควรรู้เพิ่มเติม มีดังนี้
ที่สำคัญคือ สิงคโปร์กล้าปฏิเสธผู้ประกอบการหลายราย เพราะต้องการ “คุณภาพมากกว่าปริมาณ” และบทเรียนนี้ชัดมากว่า ทำไมแม้จะเปิดน้อย แต่คุมแน่น ดีกว่าเปิดเยอะแล้วคุมไม่อยู่ (27 พฤษภาคม 2025) [3]
ฟิลิปปินส์คือภาพตรงข้ามของสิงคโปร์แบบชัดเจนที่สุด เพราะเขาเลือกโมเดล “โตให้เร็วที่สุด” ทำให้ตัวเลขสวยแต่ผลกระทบสะสมเร็วกว่า มีข้อมูลเสริมที่น่าสนใจดังนี้
เรียกได้ว่า ภาพรวมของฟิลิปปินส์ปังคาตา แต่ต้นทุนสังคมหนักจนหลายเมืองรับไม่ไหว
เวียดนามเป็นตัวอย่างของประเทศที่ “ระวังตัวสุด ๆ” เพราะรู้ว่าฐานรายได้ประชาชนยังไม่แข็ง และไม่อยากให้คนท้องถิ่นตกเป็นกลุ่มเสี่ยง และข้อมูลเสริมที่น่าสนใจ คือ
ซึ่งบทเรียนสำคัญคือ ถ้าอยากคุมความเสี่ยงแบบไทย เวียดนามคือโมเดลกลางที่ทำได้จริง
มาเก๊าคือภาพของสุดโต่งทั้งขึ้นและลง และเป็นตัวอย่างที่เตือนไทยชัดที่สุด ซึ่งข้อมูลเสริมมีดังนี้
เรียกได้ว่า ถ้าเมืองพึ่งพาคาสิโนมากเกินไป เมืองจะล้มทันทีที่เจอวิกฤต
ต้องยอมรับว่า ญี่ปุ่น ได้ศึกษาเกี่ยวกับโครงการนี้ นานกว่า 10 ปี ก่อนจะอนุมัติ Osaka IR ในปี 2023
สิ่งที่ทำให้ญี่ปุ่นแตกต่างคือ
จะเห็นได้ว่า ญี่ปุ่นทำให้เห็นว่า ประเทศที่ระวังมากที่สุด มักเป็นประเทศที่พร้อมที่สุดในตอนเปิดจริง
ด้วยโครงสร้างสังคม การเมือง และการบังคับใช้กฎหมายของไทย เราอาจใกล้ฟิลิปปินส์มากกว่าสิงคโปร์ นั่นหมายความว่าถ้าเปิดแบบรีบ ๆ โดยไม่ปิดช่องทุนใหญ่ผูกขาด ผลลัพธ์อาจเป็นแบบโตไวแต่สร้างช่องว่างทางสังคมรุนแรง
แต่ถ้ารัฐเลือกใช้โมเดล แบบเวียดนาม หรือสิงคโปร์ เช่น จำกัดคนเข้า จำกัดจำนวนโครงการ หรือให้เริ่มจากพื้นที่ทดลอง ไทยมีโอกาสไปในทิศทางที่สวยงามกว่าได้เหมือนกัน
สถานการณ์เศรษฐกิจตอนนี้ บอกว่าไทยต้องการเครื่องยนต์ใหม่จริง แต่ระบบกำกับดูแล การป้องกันพฤติกรรมเสี่ยง และความโปร่งใสเรื่องใบอนุญาตยังเป็นจุดอ่อนใหญ่
ซึ่งถ้าเปิดตอนที่โครงสร้างยังล้มลุกคลุกคลาน มีโอกาสเจ็บหนักเหมือนประเทศที่เปิดเร็วเกินไป แต่ถ้าชะลอเพื่อวางกติกาที่มั่นคง ไทยอาจกลายเป็นเคสตัวอย่างในภูมิภาคได้เช่นกัน

คงต้องยอมรับว่า มีโอกาสเปิดสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ถ้าเปิดแล้วไทยจะปังหรือพัง ขึ้นอยู่กับกติกาที่ออกแบบ ไม่ใช่ความหวังว่าคาสิโนจะช่วยเศรษฐกิจโดยอัตโนมัติ ถ้าไทยคุมเข้มแบบสิงคโปร์ ก็มีโอกาสโตแบบเสถียร แต่ถ้าเปิดแบบรีบร้อน เราอาจต้องเจอผลกระทบด้านสังคมที่แก้ยากกว่าที่คิด
คำตอบนี้ ก็คงไม่ต่างจากของคำถามที่ว่า Entertainment Complex ใครได้ ใครเสีย นั่นคือ กลุ่มนายทุนใหญ่และกลุ่มอสังหาฯ ได้ก่อนเสมอ เพราะรายได้หลักมาจากโรงแรม–ศูนย์ประชุม–รีเทล ไม่ใช่โต๊ะพนัน คนทั่วไปได้ผลประโยชน์ทางอ้อม แต่ต้องรับความเสี่ยงมากกว่า
คำตอบคือ มีโอกาสสูง หากไม่มีระบบคัดกรอง หรือค่าธรรมเนียมแบบสิงคโปร์ เพราะประเทศที่เปิดเสรีพบว่าคนกลุ่มเสี่ยงเพียง 5–8% สร้างรายได้ 30–50% ของโครงการทั้งหมด

