
Entertainment Complex ใครได้ ใครเสีย เมื่อประโยชน์ไม่เท่ากัน
- Spawn
- 78 views

รีวิว Entertainment Complex ใครได้ ใครเสีย ที่มันไม่ได้จบลงที่จำนวนเงินลงทุน หรือการกระตุ้นเศรษฐกิจ แบบที่เห็นในพาดหัวข่าว แต่อาจเริ่มที่ว่า เม็ดเงินก้อนใหญ่จะไหลเข้าสู่ใคร และใครต้องรับความเสี่ยงที่ตามมา เพราะเมื่อเกมนี้ขยับ ทุกฝ่ายไม่ได้เท่าเทียมกันบนโต๊ะเจรจาเสมอไป
Entertainment Complex คือโมเดลศูนย์รวมความบันเทิง ทั้งเศรษฐกิจ&การท่องเที่ยว แบบครบวงจร ที่ถูกออกแบบให้สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนหลายชั้นในพื้นที่เดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ห้าง ร้านอาหาร ศูนย์ประชุม คอนเสิร์ต และในบางประเทศรวมถึงคาสิโนอย่างเป็นระบบ (9 มกราคม 2025) [1]
ตัวอย่างที่ชัดเจนในต่างประเทศ มีดังนี้
โดยจุดสำคัญ ไม่ใช่สิ่งปลูกสร้าง แต่คือการทำให้คนใช้เวลา ใช้เงิน ในรัศมีเดียวให้ได้นานที่สุด เพื่อสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจ ให้พื้นที่เติบโตเป็นก้อนใหญ่แบบรวดเร็ว
โดยทั่วไปแล้ว เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ถูกออกแบบให้เป็นระบบนิเวศเศรษฐกิจ ที่รวบหลายธุรกิจไว้ในพื้นที่เดียว เพื่อให้คนใช้เวลา–ใช้เงินต่อเนื่อง โดยไม่ต้องออกนอกพื้นที่ ซึ่งประกอบด้วยชั้นธุรกิจสำคัญดังนี้
โรงแรม (Hotel & Hospitality)
ห้างสรรพสินค้า ร้านค้า และการช้อปปิ้ง (Retail & Lifestyle)
ศูนย์ประชุมและจัดงาน MICE (Meetings, Incentives, Conventions, Exhibitions)
โซนความบันเทิง (Entertainment & Shows)
สถานที่ท่องเที่ยวภายในโครงการ (Attractions)
พื้นที่สำนักงานและ Co-working Space (Commercial Space)
โซนคาสิโน (เฉพาะประเทศที่อนุญาต)
รัฐบาลไทย ที่ต้องการ “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” เพราะมองว่าเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ที่จะสามารถทำเงินได้เร็วกว่าโครงการท่องเที่ยวทั่วไป และสามารถดึงเงินลงทุนจากต่างชาติกลับเข้าประเทศจำนวนมาก ในช่วงเวลาไม่นาน
นอกจากนี้โมเดลนี้ ยังช่วยสร้างภาพว่าประเทศกำลังก้าวสู่ “ฮับความบันเทิงในภูมิภาค” ซึ่งดึงเม็ดเงินท่องเที่ยว ระดับพรีเมียม งานประชุม และกิจกรรมต่างประเทศเข้ามาได้โดยตรง
แต่เหตุผลที่ลึกกว่านั้น คือภาครัฐต้องการเพิ่มฐานภาษีใหม่ ๆ ในยุคที่รายได้ดั้งเดิมเริ่มหดตัว และความสามารถแข่งขันของไทย ในตลาดอาเซียนไม่แรงเหมือนเดิม

EntertainmentComplex ที่รัฐบาลเพื่อไทยเสนอ อาจไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อเป็นแค่พื้นที่รวมความบันเทิง แต่มันจะเป็นดั่งเครื่องจักรของระบบเศรษฐกิจ แบบหลายชั้น ที่ออกแบบให้เงินไหลเวียน จากผู้คนเข้าหาทุนใหญ่ และรัฐอย่างเป็นระบบ (4 มิถุนายน 2025) [3]
โดยเบื้องหลังโครงการทุกแห่ง อาจจะมีเส้นทางผลประโยชน์ ที่ถูกวางล่วงหน้าตั้งแต่วันแรก ไม่ว่าจะเป็นอำนาจในการพัฒนาที่ดิน การดึงเงินลงทุนจากภายนอก หรือการกำหนดอัตราภาษีที่จะไหลกลับเข้ารัฐ
ดังนั้นการมองให้ทะลุโครงสร้างนี้ จึงจำเป็น เพื่อเห็นว่าใคร คือผู้ได้–ผู้เสียในเกมเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ที่ไม่ได้แบ่งผลประโยชน์เท่ากันตั้งแต่ต้นนี้
สำหรับ ผู้ชนะที่ชัดเจนที่สุด คือ พวกนายทุนใหญ่ ที่ได้สิทธิพัฒนาโครงการ เพราะในหลายประเทศ รายได้จากส่วน non-gaming อาทิเช่น โรงแรม ห้าง และศูนย์ประชุม มักคิดเป็น 60–70% ของรายรับทั้งหมด
ซึ่งหมายความว่ากำไร ไม่ได้อยู่ที่เกมเสี่ยงโชค แต่อยู่ที่การควบคุมพฤติกรรมใช้เวลาของผู้คนทั้งโครงการ โดยฝั่งรัฐเอง ก็ถือว่าได้ประโยชน์ไม่น้อย เพราะว่า โมเดลEntertainmentComplex สามารถเพิ่มรายได้ภาษีให้พื้นที่ได้ตั้งแต่ 15–30% ขึ้นอยู่กับโครงสร้างภาษี และการท่องเที่ยวของเมืองนั้น ๆ
โดยส่วนเมืองใหญ่ และธุรกิจที่เชื่อมโยงบริการรอบโครงการ มักเห็นการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่าย และจำนวนคนหมุนเวียนอยู่ที่ประมาณ 10–20% ในปีแรกหลังเปิดตัว ซึ่งทำให้เศรษฐกิจโดยรวมดูเหมือนโตเร็ว ทั้งที่ผลประโยชน์ก้อนใหญ่ ยังคงกระจุกตัวในกลุ่มผู้เล่นรายใหญ่แทบทั้งหมด
ในส่วนของ ต้นทุนที่หนักที่สุด มักตกอยู่กับคนในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย ที่ต้องเผชิญผลกระทบด้านค่าครองชีพ ซึ่งงานศึกษาต่างประเทศ พบว่าพื้นที่ใกล้ Entertainment-Complex มีแนวโน้มที่ราคาค่าเช่า และค่าครองชีพเพิ่มขึ้น 10–25% ภายใน 1–3 ปีแรกหลังเปิดโครงการ
นั่นจึงทำให้ ร้านค้ารายเล็กกว่า 40–60% ไม่สามารถแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ภายในโครงการได้ และในขณะเดียวกัน กลุ่มประชาชนที่มีความเสี่ยงด้านพฤติกรรม ก็ได้รับผลกระทบชัดเจน
เพราะประเทศที่มีโมเดลคล้ายกัน พบว่า คนเพียง 5–8% ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงกลับสร้างรายได้ให้พื้นที่ถึง 30–50% ของรายรับจากกิจกรรมเสี่ยงโชคทั้งหมด ซึ่งสะท้อนว่าคนกลุ่มเล็ก แบกรับความเสี่ยงมากกว่าประเทศ หรือเมืองประกาศไว้
ถ้าต้องการให้ Entertainment-Complex กระจายประโยชน์อย่างเป็นธรรมกว่าที่เป็นอยู่ จำเป็นต้องออกแบบกติกาใหม่ ที่ตั้งต้นจากผู้ได้รับผลกระทบจริง ไม่ใช่ตัวเลขบนเอกสารโครงการ ซึ่งสามารถเริ่มได้จากประเด็นสำคัญ ดังต่อไปนี้

โครงการนี้ อาจเป็นสนามแบ่งผลประโยชน์ของผู้ชนะ และผู้แบกรับต้นทุน อาจถูกวางไว้ตั้งแต่โครงสร้างแรก โดยทุนใหญ่และรัฐได้ตัวเลขก้อนโต ในขณะที่คนในพื้นที่รายได้น้อย และธุรกิจเล็ก ๆ ต้องรับแรงกระแทกจากค่าครองชีพ และผลกระทบเชิงสังคมที่ไม่เคยถูกพาดหัวข่าว
คำตอบคือ จริงในระดับโครงสร้าง เพราะรายงานหลายประเทศพบว่าคนเพียง 5–8% ที่เสี่ยงสูงสร้างรายได้ให้โครงการ 30–50% ขณะที่ทุนใหญ่ได้กำไรจากทุกชั้นธุรกิจ ซึ่งคนรายได้น้อยจึงเป็นผู้จ่ายต้นทุน โดยไม่ได้มีโอกาสรับส่วนแบ่ง แบบเดียวกับผู้ลงทุนเลย
คำตอบคือ อาจมี แต่ต้องเริ่มจากกติกาที่ให้เสียงชุมชนมีน้ำหนัก ตัวอย่างเช่น อำนาจยับยั้งผลกระทบบางส่วน หรือการบังคับให้โครงการคืนกำไร X% เข้ากองทุนพื้นที่ ซึ่งถ้ายังไม่มีเสียงร่วมโต๊ะ ประชาชนก็เป็นได้แค่ผู้ชมในเกมที่คนอื่นตั้งเงื่อนไขไว้ล่วงหน้าแล้ว

